ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ส่วนในวิปัสสนา กายสังขารที่เป็นไปในกาลมิได้กำหนดหยาบ ในกาลกำหนดมหาภูตรูปละเอียด แม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในกาลกำหนดอุปาทายรูปละเอียด แม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในกาลกำหนดรูปทั้งสิ้นละเอียด แม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในกาลกำหนดอรูปละเอียด แม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในเวลากำหนดรูปและนามที่ละเอียด แม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในเวลากำหนดปัจจัยละเอียด แม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในเวลากำหนดนามรูปพร้อมด้วยปัจจัยละเอียด แม้นั้นก็ยังจัดว่าหยาบ ในวิปัสสนาอันมีลักษณะเป็นอารมณ์ละเอียด ในวิปัสสนาที่มีกำลังอ่อนจัดว่าหยาบ ในวิปัสสนาอันมีกำลังจัดว่าละเอียด ในวิปัสสนานั้น พึงทราบความสงบระงับกายสังขารอันเป็นไปในกาลก่อน ๆ ด้วยกาลตอนหลัง ๆ โดยนัยที่กล่าวแล้วในกาลก่อนนั่นแหละ พึงทราบภาวะที่กายสังขารหยาบละเอียดและสงบระงับ ในคำว่า ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสสามิ...ปสฺสสิสสามิ นี้ โดยประการดังกล่าวแล้วนี้
ส่วนในปฏิสัมภิทา ท่านกล่าวความข้อนั้นพร้อมด้วยคำประท้วงและคำเฉลยอย่างนี้ว่า ภิกษุย่อมสำเหนียกว่า เราจักเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออกหายใจเข้าอย่างไร ? กายสังขารเป็นไฉน ? คือธรรมทั้งหลายซึ่งเป็นไปในกองลมหายใจออกและหายใจเข้ายาว อันนี้เป็นธรรมเกี่ยวเนื่องด้วยกาย ภิกษุทำกายสังขารเหล่านั้นให้ระงับ คือให้ดับ ให้เข้าไปสงบ ชื่อว่าย่อมสำเหนียก ฯลฯ สำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขาร ที่เป็นเหตุให้กายโยกโคลงโอนเอนส่ายสั่นหวั่นไหวไปมาเสีย หายใจออกสำเหนียกว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า สำเหนียกว่า เราจักระงับกายสังขารอันสงบอันละเอียด ที่เป็นเหตุให้กายไม่โยกโคลง ไม่เอน ไม่อ่อน ไม่ส่าย ไม่หวั่น ไม่ไหว หายใจออก...หายใจเข้า