ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ในกรณีที่คนต่างเพศกันนั้น เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตาไปโดยเจาะจงคือเพ่งเอาคนต่างเพศนั้นมาเป็นอารมณ์โดยเฉพาะ ราคะคือความกำหนัดยินดีในเพศก็จะเกิดขึ้นมาแทน เมตตาภาวนาไม่อาจที่จะเกิดขึ้นได้ เคยมีตัวอย่างมาว่า บุตรอำมาตย์คนหนึ่งเรียนถามพระเถระที่ตนอุปัฏฐากว่า “พระผู้เป็นเจ้าขอรับ เมตตาภาวนานี้จะต้องเจริญให้บังเกิดแก่ใครจึงจะดี” พระเถระให้คำตอบว่า “ต้องเจริญให้บังเกิดในคนที่รักจึงจะดี คุณโยม” กิริยาของเขาเองเป็นที่รักของบุตรอำมาตย์นั้น เขาจึงได้เจริญเมตตาภาวนาไปในกิริยาของเขานั้นเอง ผลจึงปรากฏว่าเขาได้ทำการรบกับฝาเรือนตลอดคืนยังรุ่งทีเดียว
ด้วยประการฉะนี้ จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาโดยเจาะจงในคนต่างเพศ
ในกรณีคนที่ตายแล้ว เมื่อโยคีบุคคลเจริญเมตตาไปถึงคนที่ตายแล้ว เขาย่อมไม่สามารถที่จะบรรลุถึงซึ่งอัปปนาสมาธิ หรือแม้เพียงขั้นอุปจารสมาธิได้เลย เคยมีตัวอย่างว่า ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งได้เจริญเมตตาภาวนา โดยเพ่งเอาพระอาจารย์มาเป็นอารมณ์ แม้เธอจะได้เพียรเจริญสักเท่าไร เมตตาฌานก็มิได้บังเกิดขึ้นแก่เธอ ทั้ง ๆ ที่เคยทำได้อย่างชำนิชำนาญมาก่อนแล้ว เธอจึงได้ไปเรียนถามพระมหาเถระว่า “ได้เท้าขอรับ กระผมเคยเจริญเมตตาฌานได้อย่างชำนิชำนาญมาแล้ว แต่บัดนี้กระผมไม่สามารถจะเข้าสมตตามาบัตินั้นได้ จะเป็นด้วยเหตุอะไรหรือขอรับ” พระมหาเถระแนะนำว่า “อาวุโส เธอลองตรวจดูอารมณ์กัมมัฏฐานที่เธอเจริญเมตตาไปถึงนั้นว่า จะยังมีชีวิตอยู่หรือหาไม่แล้ว” เมื่อภิกษุนั้นตรวจดูอารมณ์กัมมัฏฐาน ก็ได้ทราบว่า พระอาจารย์ได้ถึงแก่มรณภาพไปเสียแล้ว จึงได้เปลี่ยนอารมณ์กัมมัฏฐานใหม่ เมื่อเธอเจริญเมตตาภาวนา โดยเพ่งเอาคนอื่นมาเป็นอารมณ์จึงได้สำเร็จเมตตาสมาบัติ สมดังประสงค์
ด้วยประการฉะนี้ จึงห้ามมิให้เจริญเมตตาไปในคนที่ตายแล้วตลอดกาล