ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค แห่งพระสุตตันตปิฎกว่า “เมตตาเจโตวิมุตติ” ที่แผ่ไปโดยไม่เจาะจงบุคคลโดยอาการ ๕ อย่างนั้น มีบทภาวนาว่าอย่างไร ?
ภาวนาว่าอย่างนี้ คือ อาการที่หนึ่ง ภาวนาว่า “ขอสัตว์ทั้งปวงจงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย, จงอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย, จงอย่าได้มีความทุกข์เลย, ของจงมีความสุขประคองตนไปให้รอดเถิด” อาการที่สอง ภาวนาว่า “ขอปาณะทั้งปวงจงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย...” อาการที่สาม ภาวนาว่า “ขอภูตทั้งปวงจงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย...” อาการที่สี่ ภาวนาว่า “ขอบุคคลทั้งปวงจงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย...” อาการที่ห้า ภาวนาว่า “ขอผู้มีอัตภาพทั้งปวง จงอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย จงอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย จงอย่าได้มีความทุกข์เลย ของจงมีความสุขประคองตนไปให้รอดเถิด”
และในกรณียเมตตสูตรแห่งคัมภีร์ขุททกปาฐะว่า
กุลบุตรพึงแผ่ไมตรีจิตไปในสัตว์ทั้งปวงว่า ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงมีความสุข จงมีความเกษมสำราญ จงมีตนเป็นสุขเถิด ฉะนี้
วิสัชนาว่า - คำพระบาลีในคัมภีร์ต่าง ๆ ดังที่ยกมานั้น มิได้คลาดเคลื่อนเลยแม้แต่น้อย เพราะเหตุไร ? เพราะว่าที่ในคัมภีร์ต่าง ๆ ซึ่งท่านแสดงแต่การแผ่เมตตาไปในบุคคลอื่น ๆ ทั้งนั้น มิได้แสดงการแผ่ในตนเองเลยนั้น ท่านมุ่งแสดงถึงวิธีเจริญเมตตาภาวนาที่จะให้สำเร็จผลถึงขั้นอัปปนาสมาธิแต่ประการเดียว ส่วนที่ว่าต้องเจริญเมตตาในตนเป็นอันดับแรก ในที่นี้นั้นหมายเอาวิธีเจริญเมตตาภาวนาครั้งแรก ซึ่งจำต้องยกเอาตนขึ้นมาเป็นสักขีพยานก่อนว่า สัตว์ทั้งหลายทุกชนิดย่อมปรารถนาความสุขให้แก่ตนของเขาเหมือนกับเรานี่เทียว ฉะนั้น เราจึงต้องช่วยบรรเทาทุกข์ช่วยบำรุงสุขให้แก่สัตว์อื่นเหมือนทำให้แก่ตนเองทุกประการ
๑ คำว่า “เมตตาเจโตวิมุตติ” ได้แก่สมาธิจิตที่ประกอบด้วยเมตตา
๒ ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๒๒/๖๑
๓ ดูเทียบ ขุ. ขุ. (ไทย) ๒๕/๘/๒๑