ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เอส เวรีปุคฺคโล สุขิโต โหตุ, นิทุกฺขุโข โหตุ.
ขอคนคู่เวรนั้นจงมีความสุขเถิด, อย่าได้มีความทุกข์เลย
ทั้งนี้โดยเพียรภาวนาไปจนกว่าภาวนาจะสำเร็จถึงขั้นอัปปนาสมาธิ เช่นเดียวกันนั่นเทียว
ส่วนโยคีบุคคลผู้ไม่มีคนเป็นคู่เวร ด้วยอำนาจวาสนาบารมีในชาติปีก่อนตามมาสนอง หรือด้วยมิได้ประพฤติความเสียหายให้เป็นที่ระคายเคืองแก่ใคร ๆ ในชาติปัจจุบัน หรือด้วยเหตุที่เป็นมหาบุรุษผู้มีอัธยาศัยอันกว้างใหญ่ เพราะเป็นผู้สมบูรณ์เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมคือขันติ เมตตา และกรุณาที่ได้สั่งสมมาแต่ชาติปีก่อน ๆ แม้ในเมื่อมีคนอื่นทำความเสียหายให้ก็มีได้โกรธเคือง ด้วยเป็นผู้อดกลั้นได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่สำคัญเห็นความผิดของคนอื่นยิ่งไปกว่าเส้นหญ้า อันโยคีบุคคลผู้มีคุณลักษณะเห็นปานฉะนี้ ไม่จำต้องที่จะขวนขวายในประการที่ว่า “ถัดจากคนที่เป็นกลาง ๆ ไป ให้เจริญเมตตาในคนคู่เวรกัน” ข้อนั้น ท่านแสดงไว้เฉพาะแก่โยคีบุคคลผู้มีคนที่เป็นคู่เวรกันเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้
[๒๔๓] ก็แหละ ถ้าโยคีบุคคลส่งจิตไปในคนผู้เป็นคู่เวรกันนั้น ความโกรธแค้นย่อมผุดเกิดขึ้นมาเสีย เพราะหวนนึกถึงความผิดที่เขาได้ก่อกรรมทำเวรให้ไว้แต่ก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้โยคีบุคคลจงหวนกลับไปเข้าเมตตาฌาน ที่ตนได้ทำให้เกิดแล้วในบุคคลจำพวกก่อน ๆ มีคนเป็นที่รักเป็นต้น จำพวกใดจำพวกหนึ่ง หลาย ๆ หน ออกจากฌานแล้วจึงพยายามเจริญเมตตาไปในคนคู่เวรกันนั้นแล้ว ๆ เล่า ๆ บรรเทาความโกรธแค้นให้หายไป
๑ คำว่า “เมตตามาน” ในที่นี้ หมายถึงขั้นอัปปนาฌาน แต่เกจิอาจารย์ให้ทรรศนะไว้ว่า หมายเอาเพียงขั้นอุปจารฌาน คำของเกจิอาจารย์นั้น มีฐานะควรฟังได้อยู่ ด้วยสมกับอรรถาธิบายตอนว่าด้วยสีมาสัมเภทข้างหน้า ในที่นั้นให้อรรถาธิบายไว้ว่า สีมาสัมเภทมีฐานะเท่ากับอุปจารสมาธิหรือปฏิภาคนิมิต โดยโยคีบุคคลก่อนจะถึงขั้นอัปปนาฌานต้องผ่านสีมาสัมเภทก่อน แต่ในที่นี้ มิได้แสดงว่าต้องผ่านสีมาสัมเภทก่อนเจริญเมตตาในบุคคลนั้น ๆ แล้วก็สำเร็จถึงขั้นอัปปนาฌานเลย ดังนั้นเกจิอาจารย์จึงได้ตั้งไว้ดังกล่าว