ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ก็แหละ ในกรณีที่เจริญมุทิตาไปในคนคู่เวรนั้น ถ้าความโกรธแค้นเกิดขึ้นแก่โยคีโดยนัยที่ได้แสดงมาแล้วในเมตตาภาวนา โยคีบุคคลพึงพยายามบรรเทาความโกรธแค้นให้ระงับลงด้วยอุบายวิธีที่ได้แสดงไว้แล้วในเมตตาภาวนานั้นแล
ครั้นแล้วพึงทำมุทิตาให้เป็นสีมาสัมเภท โดยทำจิตให้เสมอในบุคคล ๔ จำพวก คือ คนที่รัก ๑ คนเป็นกลาง ๆ ๑ คนคู่เวร ๑ และตนเอง ๑ ฉะนี้
แต่นั้นโยคีบุคคลพึงส้องเสพนิมิตกัมมัฏฐาน คือ สีมาสัมเภทนั้นให้หนักขึ้น ทำให้นิมิตเจริญขึ้น ภาวนาให้มาก ๆ เข้า จนให้บรรลุถึงชั้นอัปปนาฌาน แล้วทำอัปปนาฌานให้เจริญก้าวหน้าไปด้วยสามารถฌาน ๓ โดยจตุกกนัย และฌาน ๔ โดยปัญจกนัยโดยทำนองที่แสดงมาแล้วในเมตตาภาวนาทุกประการ
ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันว่าโยคีบุคคลผู้เจริญมุทิตาพรหมวิหาร ได้ปฏิบัติถึงขั้นสุดยอดแห่งมุทิตากัมมัฏฐานนี้โดยบริบูรณ์แล้วแล
ลำดับต่อไปนี้ ผู้ปฏิบัติพึงศึกษาให้เข้าใจวิธีการแผ่มุทิตาจิต ๓ อย่างตามที่ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมัคค์มหาวรรค คือ การแผ่มุทิตาอย่างไม่เจาะจงที่เรียกว่า อโนธิโสผรณาโดยอาการ ๕ นัยอย่างหนึ่ง การแผ่มุทิตาอย่างเจาะจงที่เรียกว่า โอธิโสผรณาโดยอาการ ๗ นัยอย่างหนึ่ง การแผ่มุทิตาไปในทิศที่เรียกว่า ทิสาผรณาโดยอาการ ๑๐ นัยอย่างหนึ่ง ซึ่งมีอาการแห่งภาวนาวิธี ดังต่อไปนี้
๑. สพฺเพ สตฺตา ยถาลทฺธสมฺปตฺติโต มา วิคจฺฉนฺตุ.
ขอสัตว์ทั้งปวงจงอย่าได้พลัดพรากจากสมบัติที่ได้แล้วเลย