ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๓๐๕] เมื่อพระโยคีคนนั้น พิจารณาความเป็นของปฏิกูลโดยอาการ ๑๐ อย่างดังบรรยายมานี้อยู่ ทำให้เป็นคุณชาติอันความตรึกและวิตกคร่ำมาแล้ว กวฬิงการาหารย่อมปรากฏด้วยสามารถอาการเป็นของปฏิกูล เธอย่อมหมั่นเสพ เจริญ เพิ่มพูนิมิตนั้นบ่อย ๆ เมื่อเธอทำอยู่อย่างนั้น นิวรณ์ย่อมสงบ แต่เพราะเหตุที่กวฬิงการาหารเป็นของลึกโดยความเป็นสภาวธรรม จิตจึงขึ้นถึงเพียงอุปจารสมาธิ ซึ่งไม่ถึงขั้นอัปปนาสมาธิ อนึ่ง สัญญาในอธิการนี้ย่อมเป็นคุณชาติปรากฏด้วยอำนาจการถือเอาโดยเอาการเป็นของปฏิกูล เหตุนั้น กัมมัฏฐานนี้จึงถึงการนับว่าอาหารเรปฏิกูลสัญญา ความสำคัญหมายว่าเป็นของปฏิกูลในอาหาร
ก็แหละ จิตของภิกษุผู้หมั่นประกอบปฏิกูลสัญญาในอาหารนี้ ย่อมหดกลับถอยหลังจากความอยากในรส เธอเป็นผู้ห่มคุมความเขลา กลืนกินอาหารเพียงเพื่อที่ต้องการบำบัดทุกข์ ดุจคนต้องการข้ามทางกันดารแม้ไม่อยากกินเนื้อบุตร แต่จำต้องกลืนกินเนื้อบุตร ฉะนั้น ครั้นคราวนี้ราคะซึ่งเนื่องด้วยกามคุณ ๕ ย่อมถึงความกำหนดจับ(รู้)ได้แก่เธอ ด้วยมุขคือปรีชาคอยจับกวฬิงการาหารโดยไม่ลำเค็ญเลย
เธอกำหนดรูปขันธ์ด้วยมุขคือปรีชากำหนดรู้กามคุณ ๕ อย่าง และแม้กายคตาสติภาวนา ย่อมถึงความเต็มเปี่ยมแก่เธอ ด้วยอำนาจความเป็นของปฏิกูลแห่งอาหารที่ยังไม่ย่อยเป็นต้น เธอชื่อว่าเป็นผู้ดำเนินตามปฏิปทาอันอนุโลมแก่อลสสัญญา ก็เธออาศัยข้อปฏิบัตินี้ แม้ยังไม่ประสบความเป็นผู้มีพระอรหัตจะเป็นที่สุดในภพปัจจุบัน ก็จะเป็นผู้มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
นี้เป็นถ้อยแถลงอย่างพิสดารในการเจริญอาหารเรปฏิกูลสัญญา
[๓๐๖] บัดนี้ ถึงลำดับการแสดงวิธีเจริญจตุธาตุววัฏฐาน ซึ่งทรงแสดงไว้ว่า ววัฏฐาน คือการกำหนดอันหนึ่ง รองจากอาหารเรปฏิกูลสัญญาลงมา ดังนี้
ในบทเหล่านั้น บทว่า กำหนด คือการสันนิษฐานด้วยสามารถเข้าไปกำหนดสภาวะ การกำหนดธาตุทั้ง ๔ ชื่อว่า จตุธาตุววัฏฐาน คำว่า ธาตุมนสิการ คือไฟใจธาตุ คำว่า ธาตุกัมมัฏฐาน คือกัมมัฏฐานมีธาตุเป็นอารมณ์, คำว่า จตุธาตุ-