ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
โทมนัสเป็นสมุฏฐาน รูปนี้มีอินทรีย์คืออุเบกขาเป็นสมุฏฐาน ดังนี้แล้ว เมื่อจะสอบสวน พึงทำเจโตปริยญาณให้ถึงความแรงกล้าเกิด แม้เมื่อเจโตปริยญาณนั้นถึงความมีกำลังแรงกล้าอย่างนี้แล้ว เธอย่อมรู้ชัดถึงกามาวจรจิตและรูปาวจรจิต อรูปาวจรจิต ทั้งหมดอยู่ จึงดำเนินเข้าหาจิตอื่นนั้นแลจากจิตนั้นได้ โดยลำดับแม้เว้นการดูหทัยรูป จริงอยู่ แม้คำนี้ท่านก็กกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า
ถามว่า - สำหรับอรูปสมาบัติ พระโยคีต้องการจะรู้จิตของผู้อื่นจะดูหทัยรูปของใคร ? จะมองอินทรีย์อันแปลก ๆ ของใคร ?
ตอบว่า - ไม่ต้องดูของใคร อันนี้เป็นวิสัยของท่านผู้มีฤทธิ์ คือการที่จะนึกถึงจิตในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง จึงรู้จักจิต ๑๖ ประเภท ก็ถ้อยคำที่ท่านกล่าวหมายถึงผู้ที่ไม่ได้ทำการสั่งสมไว้
ก็ในคำเป็นต้นว่า จิตมีราคะหรือ ดังนี้ มีอธิบายว่าจิตที่สหรคตด้วยโลกมูลจิต ๘ ดวง พึงทราบว่าจิตมีราคะ จิตที่เป็นกุศลและอัพยากฤตอันเป็นไปในภูมิ ๔ ที่เหลือชื่อว่า จิตที่ปราศจากราคะ ก็จิต ๔ ดวงเหล่านี้คือ จิตที่ประกอบด้วยโทมนัส ๒ ดวง จิตที่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา ๑ ดวง จิตที่ประกอบด้วยอุทธัจจะ ๑ ดวง ไม่ได้ทำการรวบรวมเข้าในทุกข์นี้ แต่พระเถระบางพวกก็ทำการรวบรวมทั้งจิต ๔ ดวงนั้นเข้าด้วย ก็จิตที่ประกอบด้วยโทมนัส ๒ ดวง ชื่อว่า จิตมีโทสะ แม้จิตที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นไปในภูมิ ๔ แม้ทั้งมวลชื่อว่า จิตที่ปราศจากโทสะ อกุศลจิต ๑๐ ดวง ที่เหลือ ไม่ได้ทำการรวบรวมเข้าในทุกข์นี้ แต่พระเถระบางพวกก็ทำการรวบรวมอกุศลจิต ๑๐ ดวงนั้นเข้าด้วย ก็ในคำว่า มีโมหะ ปราศจากโมหะ นี้มีอธิบายว่า จิต ๒ ดวง คือจิตที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ๑ ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ ๑ ชื่อว่า จิตมีโมหะ ตามนัยที่เป็นไปเฉพาะ คือเป็นโมหะแท้ ๆ ไม่ปนด้วยโลภะ โทสะ ฝ่ายอกุศลจิตทั้ง ๑๒ ดวง พึงทราบว่า จิตมีโมหะ เพราะโมหะเกิดในอกุศลทั้งปวง จิตที่เหลือชื่อว่าจิตปราศจากโมหะ ส่วนจิตที่คล้อยไปตามถีณเจตสิกและมิทธเจตสิกพึงทราบว่าเป็นจิตที่หดหู่ จิตที่คล้อยไปตามอุทธัจจเจตสิกพึงทราบว่าเป็นจิตที่ฟุ้งซ่าน จิตที่เป็นรูปาวจรและอรูปาวจรพึงทราบว่าเป็น มหัคคตจิต จิตที่เหลือจากนั้นพึงทราบว่าไม่ใช่ มหัคคตจิต จิตที่เป็นไปในภูมิ ๓ แม้ทุกดวง พึงทราบว่า สอุตตรจิต จิตที่เป็น