visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 803 | >>

ในที่นี้ รูปพึงเห็นเหมือนก้อนฟองน้ำ เพราะไม่ทนต่อการบีบคั้น เวทนาพึงเห็นเหมือนต่อมน้ำ เพราะเป็นสิ่งน่ายินดี (คือดูงาม) อยู่ครู่เดียว สัญญาพึงเห็นเหมือนพยับแดด เพราะล่อใจ สังขารพึงเห็นเหมือนต้นกล้วย เพราะไม่มีแก่น วิญญาณพึงเห็นเหมือนกล เพราะเป็นสิ่งลวง๑

ว่าโดยพิเศษอีกนัยหนึ่ง อัชฌัตติกรูป (รูปภายในคือรูปของตน) แม้โอ่อ่า ก็พึงเห็นว่าเป็นของไม่งาม เวทนาพึงเห็นว่าเป็นทุกข์ เพราะไม่พ้นจากความเป็นทุกข์ ๓ อย่าง สัญญาและสังขารพึงเห็นว่าเป็นอนัตตา เพราะไม่เชื่อฟัง วิญญาณพึงเห็นว่าเป็นอนิจจัง เพราะมีสภาวะเกิดขึ้นเสื่อมไป

นัยโดยความสำเร็จประโยชน์แก่ผู้เห็นอย่างนั้น

[๕๐๙] ข้อว่า “โดยความสำเร็จประโยชน์แก่ผู้เห็นอย่างนั้น” มีความว่า ก็แล ความสำเร็จประโยชน์อันใด ย่อมมีแก่ผู้เห็นโดยอาการ ๒ โดยเป็นอย่างสังเขปและอย่างพิสดารดังกล่าวมานั้น บัณฑิตพึงทราบนัยสำหรับวินิจฉัย โดยความสำเร็จประโยชน์นั้นอีกบ้าง ข้อนี้คืออย่างไร ? คือข้อแรก โดยสังเขป พระโยคาวจรผู้เห็นอุปาทานขันธ์ ๕ โดยความเป็นข้าศึก ผู้เงื้อดาบ (จ้องจะฆ่าตน) เป็นต้นอยู่ ย่อมไม่เดือดร้อน เพราะขันธ์ทั้งหลาย ส่วนโดยพิสดาร ผู้เห็นขันธ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น โดยความเป็นเช่นก้อนฟองน้ำเป็นอาทิอยู่ ก็ชื่อว่า ไม่เป็นผู้เห็นสาระในสิ่งที่ไม่เป็นสาระทั้งหลาย

ว่าโดยพิเศษอีกนัยหนึ่งเล่า ผู้เห็นอัชฌัตติกรูป โดยความเป็นของไม่งาม ชื่อว่า กำหนดรู้กวฬิงการาหาร ย่อมละความวิปลาสว่างามในสิ่งที่ไม่งามเสียได้ ย่อมข้ามกามโอฆะได้ ย่อมแยกตนออกจากกามโยคะได้ ย่อมเป็นผู้หาอาสวะมิได้ทางกามาสวะ ย่อมทำลายกายคันถะ (เครื่องร้อยรัดนามกาย) คืออภิชฌาเสียได้ ย่อมไม่ถือมั่นกามุปาทาน ผู้เห็นเวทนาโดยความเป็นทุกข์ ชื่อว่ากำหนดรู้ผัสสาหาร ย่อมละความวิปลาสว่าเป็นสุขในสิ่งที่เป็นทุกข์เสียได้ ย่อมข้ามภวโอฆะ ย่อมแยกตนออกจากภวโยคะ เป็นผู้หาอาสวะมิได้ทางภวาสวะ ย่อมทำลายกายคันถะคือพยาบาทได้ ย่อมไม่ถือมั่นสีลัพพตุปาทาน

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka