ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อนึ่ง โลกิยธาตุนั้น เป็นแต่ทุกขวิธาน (กฎเกณฑ์แห่งทุกข์) เท่านั้น เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ (ของใคร)
อนึ่ง สังสารทุกข์ อันสัตว์ทั้งหลายตาม (ยึด) ถือไว้ ก็ด้วยธาตุทั้งหลายนั้นเป็นเหตุ
อนึ่ง สังสารทุกข์นั้นที่ถูกจัดได้แล้วอย่างนั้น สัตว์ทั้งหลายก็ทรงไว้ หมายความว่าตั้งไว้ในธาตุทั้งหลายนั้นแล
ในธรรมทั้งหลายมีจักขุเป็นต้น ธรรมแต่ละข้อทรงเรียกว่า ธาตุ ก็ด้วยอำนาจแห่งความหมาย มีความหมายว่า วิฑหติ - จัดขึ้น วิธียติ - อันสัตว์ทรงไว้ เป็นต้น ตามความที่เป็นไป ดังกล่าวมาฉะนี้
[๕๑๘] อีกนัยหนึ่ง ธาตุนี้หาเหมือนอัตตาของพวกเดียรถีย์ซึ่งมีได้มีอยู่โดยสภาวะไม่ แต่ธาตุนี้ ได้ชื่อว่าธาตุ เพราะทรงไว้ซึ่งสภาวะของตน
อนึ่ง เสลาวยะ (ชิ้นหิน) ทั้งหลายมีหรดาลและมโนศิลาเป็นต้น อันวิจิตร (แปลก ๆ) ในโลกเรียกว่าธาตุ ฉันใด แม้ธาตุทั้งหลายนี้ ก็เหมือนธาตุทั้งหลายนั้น เพราะมันก็เป็นอวัยวะแห่งความรู้และสิ่งที่ควรรู้อันวิจิตร ฉันนั้นแล หรือเปรียบเหมือนสมญาว่าธาตุ ย่อมมีได้ในโกฏฐาสะทั้งหลาย อันกำหนดลักษณะต่างกันและกัน เช่น รสและโลหิตเป็นต้น ซึ่งเป็นอวัยวะแห่งกลุ่มกล่าวคือสรีระ ฉันใด สมญาว่าธาตุ ก็พึงทราบ (ว่ามีได้) แม้ในอวัยวะทั้งหลายแห่งอัตภาพกล่าวคือขันธ์ ๕ นี้ ฉันนั้น เพราะอวัยวะมีจักขุเป็นต้นนั้น ก็กำหนดลักษณะต่างกันและกันได้แล
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า “ธาตุ” นั้นเป็นคำเรียกสภาวะที่เป็นนิรชีพ (ไม่มีชีพ) เท่านั้นเอง จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคก็ได้ทรงทำธาตุเทศนาเพื่อถอนชีวสัญญา (ความสำคัญว่าชีพ) ไว้ในพระบาลีว่า “ภิกษุ บุรุษนี้มีธาตุ ๖” ดังนี้ ๆ เป็นอาทิแล
เพราะเหตุนั้น โดยอรรถตามที่กล่าวมา (บัณฑิตพึงทราบวิเคราะห์ว่า) จักขุด้วย จักขุนั้นเป็นธาตุด้วย จึงชื่อว่าจักขุธาตุ ฯลฯ มโนวิญญาณด้วย มโนวิญญาณนั้นเป็นธาตุด้วย จึงชื่อว่ามโนวิญญาณธาตุแล
วินิจฉัยโดยอรรถในธาตุเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ เป็นอันดับแรก