visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 823 | >>

โดยลักษณะเป็นต้น

ข้อว่า โดยลักษณะเป็นต้น ความว่า พึงทราบวินิจฉัยแห่งจักขุเป็นต้น โดยลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานด้วย ก็แลลักษณะเป็นต้นของจักขุเป็นอาทินั้น ได้กล่าวไว้แล้วในขันธนิเทศ ส่วนอินทรีย์ ๔ (ข้างท้าย) มีปัญญินทรีย์เป็นต้น โดยความก็คืออโมหะนั่นเอง อินทรีย์ที่เหลือก็มากแล้วโดยสรุปในขันธนิเทศนั้นเหมือนกันแล

โดยลำดับ

[๕๒๖] แม้ลำดับในข้อว่า โดยลำดับ นี้ ก็เป็นลำดับแห่งการแสดงเหมือนกัน ในอินทรีย์ทั้งหลายนั้น อินทรีย์ (๖) มีจักขุนทรีย์เป็นต้น อันนับเข้าในอัตภาพ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงก่อน เหตุว่า ความได้อริยมิย่อมมีเพราะกำหนดรู้ธรรมภายใน (ตนของตน) อัตภาพนั้นเล่า ถึงซึ่งการนับว่าหญิงก็ดี ว่าชายก็ดี เพราะอาศัยธรรมอันใด เพื่อจะทรงชี้ว่า “นี่ธรรมอันนั้น” จึงทรงแสดงอิตถินทรีย์และปุริสินทรีย์เป็นลำดับไป ตอนนั้น ทรงแสดงชีวิตินทรีย์ เพื่อให้ทราบว่า “แม้ธรรมทั้งสองอย่างนั้น ก็มิความเป็นไปเนื่องด้วยชีวิตินทรีย์” ถัดไปทรงแสดงอินทรีย์ (๕) มีสุขินทรีย์เป็นต้น เพื่อให้ทราบว่า “ความเป็นไปแห่งชีวิตินทรีย์นั้นยังมีอยู่ตราบใด ความไม่กลับ (คือไม่ดับ) แห่งความเสวยอารมณ์เหล่านั้น ก็ยังมีอยู่ ตราบนั้น และความเสวยอารมณ์ทุกอย่างนั้นก็ล้วนเป็นทุกข์” ต่อขั้นทรงแสดงอินทรีย์ (๔) มีสัทธินทรีย์เป็นอาทิ เพื่อชี้ข้อปฏิบัติว่า “อันธรรม (มีสัทธาเป็นต้น) นั้น พึงบำเพ็ญขึ้นเพื่อความดับแห่งความเสวยอารมณ์นั้น” ลำดับนั้นทรงแสดงอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เพื่อแสดงความไม่เปล่าประโยชน์แห่งการปฏิบัติว่า “ด้วยการปฏิบัตินี้ ธรรมนั้นจึงเกิดปรากฏขึ้นในตนเป็นปฐม” แต่นั้นทรงแสดงอัญญินทรีย์ เพราะเป็นผลของอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์นั่นเอง และเพราะเป็นธรรมพึงบำเพ็ญติดต่อกันไปด้วย ในที่สุดทรงแสดง อัญญาตาวินทรีย์ อันเป็นบรมอัสสาสะ (ที่โล่งใจอย่างยิ่ง) เพื่อให้ทราบว่า “ความบรรลุธรรมอันนี้ย่อมมีได้ด้วยภาวนาต่อกันไป ก็แล ครั้นธรรมอันนี้ พระโยคีได้บรรลุก็ไม่มีกิจที่จะต้องทำยิ่งขึ้นไป อะไรอีกเลย” แล

นี่เป็นลำดับในอินทรีย์ทั้งหลายนี้

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka