ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
(เคลื่อนไหววาจา) ๑ อากาสธาตุ (ช่องว่าง) ๑ ความเบา (ลหุตา) ของรูป ๑ ความอ่อน (มุทุตา) ของรูป ๑ ความควรแก่การงาน (กัมมัญญุตา) ของรูป ๑ ความเติบโตของรูป ๑ ความสืบต่อของรูป ๑ ความชรา ๑ ความไม่เที่ยง ๑ เหล่านี้มีใช้รูปแท้ มิใช่รูปสำเร็จ เป็นแต่เพียงอาการ วิการและขอบเขตในระหว่าง (ของรูป) ไม่ควรแก่การกำหนด แม้กระนั้นก็นับว่า “รูป” โดยเพียงแต่เป็นอาการ วิการและขอบเขตในระหว่างของรูปทั้งหลาย กำหนดรูปแม้ทั้งหมดเหล่านี้ว่า “รูปขันธ์” ด้วยประการฉะนี้ กำหนดเวทนาซึ่งเกิดร่วมกับโลกียจิต ๘๑ ดวงว่า “เวทนาขันธ์” กำหนดสัญญาซึ่งสัมปยุตด้วยโลกียจิตนั้นว่า “สัญญาขันธ์” กำหนดสังขารทั้งหลายซึ่งสัมปยุตด้วยโลกียจิตนั้นว่า “สังขารขันธ์” กำหนดวิญญาณว่า “วิญญาณขันธ์” โยคาวจรกำหนดรูปขันธ์ว่า “รูป” กำหนดขันธ์ ๔ ที่ไม่มีรูปว่า “นาม” ด้วยประการฉะนี้
โยคาวจรผู้หนึ่งกำหนดนามและรูปโดยทางขันธ์ ๕ ด้วยอาการดังกล่าวนี้
[๖๖๘] โยคาวจรอีกผู้หนึ่ง ครั้นกำหนดรูปในอัตภาพร่างกายนี้โดยย่นย่อแต่อย่างเดียวอย่างนี้ว่า “รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง รูปทั้งปวง ก็คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔” ดังนี้ แล้วกำหนด มนายตนะ ด้วย และเอกเทศของ ธัมมายตนะ ด้วยว่า “นาม” แล้วกำหนดนามและรูปโดยสังเขปว่า นาม นี้ด้วย รูป นี้ด้วย นี้ท่านเรียกว่า “นาม-รูป” ด้วยประการฉะนี้
[๖๖๙] แต่หากว่า เมื่อโยคาวจรนั้นกำหนดรูปโดยข้อนั้น ๆ แล้วกำหนดอรูป (นาม) อยู่ แต่อรูปยังไม่ปรากฏขึ้นมา เพราะ (อรูป) เป็นของละเอียดอ่อน โยคาวจรผู้นั้นมิควรละเลิกกำหนดเสีย ควรพิจารณาใส่ใจใคร่ครวญกำหนดรูปนั้นแหละ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะว่า รูปของโยคาวจรนั้นที่ชำระล้างดีแล้ว สะสางออกแล้ว บริสุทธิ์ดีแล้ว ด้วยอาการใด ๆ สิ่งที่เป็นอรูปทั้งหลาย ซึ่งมีรูปนั้นเป็นอารมณ์ ก็จะปรากฏขึ้นมาเองด้วยอาการนั้น ๆ โดยแท้ เหมือนอย่างว่า บุรุษผู้มีดวงตา เมื่อมองดูเงาหน้าในกระจกที่มัว เงาก็จะไม่ปรากฏ บุรุษผู้นั้นคิดว่า “เงาไม่ปรากฏ” แล้วทิ้งกระจกไปเสีย แต่เช็ดถูกรจกนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อกระจกใสบริสุทธิ์ดีแล้ว เงาหน้าของบุรุษผู้นั้นก็