ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
นามญฺจ รูปญฺจ อิทฺธกุ สญฺจโต
น เหตุส สตูโต มนุโช จ วิชฺชติ
สุญฺโญ อิทํ ยนฺตมิวาสิกงฺคตํ
ทุกฺขสุส ปุญฺโช ติถเกฺฤษากิโส.
แปลความว่า
ว่าโดยสัจจะแล้ว นามและรูป มีอยู่ในโลกนี้ แต่ทว่า สัตว์และมนุษย์หามีอยู่ในโลกนี้ไม่ นามและรูปนี้เป็นของว่างเปล่า ถูกปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เหมือนตัวหุ่น เป็นกองทุกข์ เช่นเดียวกับกองหญ้าและกองไม้
อนึ่ง นามและรูปนี้ มิใช่จะพึงเปรียบเทียบให้ชัดแจ้งด้วยอุปมาด้วยตัวหุ่นเท่านั้น พึงเปรียบเทียบให้ชัดแจ้งด้วยอุปมาแม้ข้ออื่น ๆ เช่น ฟ่อนต้นอ้อเป็นต้นด้วย
อันที่จริง เมื่อกองฟ่อนต้นอ้อ ๒ มัดพิงกันไว้ ฟ่อนต้นอ้อมัดหนึ่งก็ค้ำฟ่อนต้นอ้ออีกมัดหนึ่งไว้ เมื่อฟ่อนต้นอ้อมัดหนึ่งล้มลง ฟ่อนต้นอ้ออีกมัดหนึ่งก็ล้มลงด้วย ฉันใด นามและรูปในปัญจโวการภพ (ภพมีขันธ์ ๕) ก็ฉันนั้นเช่นกัน ต่างอาศัยกันและกันเป็นไป สิ่งหนึ่งเป็นผู้ค้ำจุนอีกสิ่งหนึ่งไว้ เมื่อสิ่งหนึ่งล้มไปด้วยการตาย อีกสิ่งหนึ่งก็ล้มลงด้วย เพราะฉะนั้น ท่านผู้รู้แต่โบราณทั้งหลายจึงกล่าวไว้ว่า:-
ยมกํ นามรูปญฺจ อุโภ อญฺโญญฺญนิสฺสิตา
เอกสฺมึ ภิชฺชมานสฺมึ อุโภ ภิชฺชนฺติ ปจฺจยา.
แปลความว่า
อันว่่านามและรูปเป็นของคู่กัน ทั้งสองอย่างต่างอาศัยกันและกัน เมื่ออย่างหนึ่งแตกทำลายไป สิ่งอาศัยกันทั้งสองอย่างก็แตกทำลายด้วย