ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
พระบาลีทั้งสองประเภทนั้นแสดงปรมัตถธรรมมีกุศลเป็นต้นตามที่เป็นไป[ตามเหตุปัจจัย] โดยปราศจากหน้าที่คือการฝึก[กายและวาจา]ที่เรียกว่า อานาวีธานะ (การบังคับ)
ในธรรมทั้ง ๒ อย่างนั้น อภิธรรม คือ ธรรมอันยิ่งใหญ่และพิเศษกว่าธรรมอื่น ส่วนธรรมนอกจากนั้น [พระสูตร] ชื่อว่า ธรรม ดังในคัมภีร์อรรถกถากล่าวว่า
“พึงทราบหมวดสี่นี้ คือ ธรรม อภิธรรม วินัย และอภิวินัย ในหมวดสี่เหล่านั้น
ธรรม คือ พระสูตรต้นตปิฎก
อภิธรรม คือ พระอภิธรรม ๗ ปกรณ์
วินัย คือ คัมภีร์อุโบสถวังค์
อภิวินัย คือ คัมภีร์ขันธกะและบริวาร”
การที่พระอภิธรรมเป็นธรรมอันยิ่งใหญ่และพิเศษ พึงทราบโดยจำแนกตามกุศล จำแนกตามขันธ์ จำแนกตามการประมวล จำแนกประเภทที่พึงแสดงโดยประการนั้น ๆ ทั้งหมด หรือจำแนกตามความเป็นไปของธรรมาธิษฐานเทศนา ดังนั้น พระสัพพัญญูทั้งหลายจึงทรงแสดงพระอภิธรรมเทศนานี้แก่เทวดาอย่างเดียว เพราะมนุษย์ไม่อาจจะรับฟังคำเทศนาที่ควรกล่าวน้อยอย่างต่อเนื่องตลอด ๓ เดือน โดยให้ถึงปริโยสานตั้งแต่กาลเริ่มต้นด้วยอริยาบถเดียว และคำเทศนาที่มีหัวข้ออย่างเดียวกันเช่นนี้ ก็ไม่อาจจะแสดงแก่ชนหลากหลายในขณะต่างกัน
บางคนอธิบายโดยอ้างว่า “พระอภิธรรมเป็นธรรมยิ่งใหญ่และพิเศษกว่าพระวินัย” ข้อความดังกล่าวไม่สอดคล้องกับคัมภีร์อัฏฐสาลินี ความจริงพระอรรถกถาจารย์ได้พิจารณ์ความเป็นธรรมอันยิ่งใหญ่และพิเศษนี้ระหว่างพระบาลีทั้งสองที่มีชื่อว่า ธรรม อีกทั้งการพิจารณ์พระอภิธรรมร่วมกับพระวินัยอย่างนั้นก็ไม่สมควร เพราะพระอภิธรรมและพระวินัยมีหน้าที่และวิสัยต่างกัน เนื่องจากวินัยมีหน้าที่ฝึกกายกับวาจา และมีการล่วงละเมิดเป็นวิสัย ส่วนธรรมมีหน้าที่จำแนกหลักธรรม และมีความเป็นไปแห่งธรรมเป็นวิสัย