ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
(๑๒) ในคัมภีร์ฎีกาได้แสดงอรรถของ ต ศัพท์ไว้ว่า “ในอภิธัมมัตถสังคหปกรณ์นั้น” บ้าง “ในคำว่าอภิธัมมัตถนั้น” บ้าง “ในพระอภิธรรมนั้น” บ้าง ส่วนในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “ในพระอภิธรรมนั้น” ข้อความทั้งหมดไม่งาม เพราะไม่ควรมีความหมายว่าเนื้อความของพระอภิธรรมที่เรากล่าวถึงในอภิธัมมัตถสังคหปกรณ์ เนื่องจากพระอนุรุทธาจารย์จะกล่าวคัมภีร์ในโอกาสต่อไป ไม่ใช่กล่าวแล้ว ท่านจึงยังไม่ได้กล่าวถึงเนื้อความของพระอภิธรรมไว้
อนึ่ง ในปกรณ์อธิบายความก็ไม่มี ต ศัพท์อันกล่าวถึงบทวิเสสนะ[ที่เป็นคำบางส่วนของบทในพากย์ต้นก่อน อรรถของ ต ศัพท์ในที่นี้จึงเหมือนพากย์แรกของคัมภีร์อัฏฐสาลินีว่า
ตตฺถ เกนฏฺเฐน อภิธมฺโม.
“ในคำว่าอภิธรรมกถานั้น ชื่อว่า อภิธรรม เพราะมีสภาพอย่างไร”
[สรุปความว่า ฎีกาเก่าของอภิธัมมัตถสังคหะและคัมภีร์วิภาวินีมีความเห็นว่า คำว่า ตตฺถ มีความหมาย ๓ นัยอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ
(ก) ในอภิธัมมัตถสังคหปกรณ์นั้น
(ข) ในคำว่าอภิธัมมัตถนั้น
(ค) ในพระอภิธรรมนั้น
คัมภีร์ปรมัตถทีปนีคัดค้านความเห็นแรกว่าไม่สมควร เพราะสัพพนามให้บาทคาถาว่า ตตฺถ วุตฺตาภิธมฺมตฺถา มีความหมายผิดว่า “เนื้อความของพระอภิธรรมอันเรากล่าวแล้วในอภิธัมมัตถสังคหปกรณ์นั้น” ความจริงพระอนุรุทธาจารย์ยังไม่ได้กล่าวเนื้อความในคัมภีร์เลย เพียงกล่าวถึงคำเริ่มคัมภีร์เท่านั้น ท่านจึงกล่าวเนื้อความของพระอภิธรรมไว้แล้วไม่ได้
ความเห็นที่สองว่า “ในคำว่าอภิธัมมัตถนั้น” และความเห็นที่สามว่า “ในพระอภิธรรมนั้น” มุ่งหมายให้ ต สรรพนามหมายถึงคำว่า อภิธัมมตฺถ (ในคำว่าอภิธัมมัตถะ) และ อภิธมฺเม (ในพระอภิธรรม) ที่เป็นส่วนหนึ่งของคำว่า อภิธัมมตสงฺคห ในคาถาบทแรก ความเห็นทั้งสองนี้ก็ไม่สมควร เพราะ ต สรรพนามมักกล่าวถึงคำที่ผ่านมา ทั้งคำ ไม่กล่าวถึงคำบางส่วนในคำที่ผ่านมา ด้วยเหตุนั้น คัมภีร์ปรมัตถทีปนีจึงกล่าวว่า ต สรรพนามควรกล่าวถึงคำว่า อภิธัมมตสงฺคห ในคาถาบทแรก จึงมีความหมายว่า “ในคำว่าอภิธัมมัตถสังคหะนั้น”]