ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
กล่าวถึงสิ่งที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว และคัมภีร์นี้ได้นำสาธกจากคัมภีร์อัฏฐสาลินีมาอ้างไว้ว่า
ตตฺถ เกนฏฺเฐน อภิธมฺโม.
“ในคำว่าอภิธรรมกถานั้น ชื่อว่า อภิธรรม เพราะมีสภาพอย่างไร”
ข้อความข้างต้นนี้หมายความว่า คำว่า ตตฺถ หมายถึงคำว่า อภิธมฺมกถา ที่พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้แล้วในพากย์ต้นของคัมภีร์อัฏฐสาลินีที่ว่า อภิธมฺมกถํ อิมํ (อภิธรรมกถานี้)
ด้วยเหตุดังกล่าว คาถานี้จึงแปลตามมติของคัมภีร์ปรมัตถทีปนีว่า “เนื้อความของพระอภิธรรม ที่กล่าวถึงในคำว่าอภิธัมมัตถสังคหะนั้น โดยปรมัตถ์มี ๔ อย่างคือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน โดยประการทั้งหมด”
ส่วนตามมติของคัมภีร์วิภาวินีที่กล่าวว่า ต สรรพนามหมายถึงคำว่า อภิธมฺเม (ในพระอภิธรรม) โดยเพิ่มคำว่า ภควตา (อันพระผู้มีพระภาค) เป็นบทกัตตาของคำว่า วุตฺตา (ตรัส) มีคำแปลว่า “เนื้อความของพระอภิธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้โดยประการทั้งหมด ในพระอภิธรรมปิฎกนั้น โดยปรมัตถ์มี ๔ อย่างคือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน” อย่างไรก็ดี บทกัตตาของ วุตฺตา (ตรัส) ที่คัมภีร์วิภาวินีกล่าวไว้ คัมภีร์ปรมัตถทีปนีไม่เห็นด้วย ทั้งนี้เพราะในคาถาแรกไม่มีการกล่าวถึงพระผู้มีพระภาคไว้ มีแต่กล่าวถึงบทกัตตาคืออตฺตมบุรุษไว้ในคาถาแรกด้วยคำว่า ภาสิสฺส (จักกล่าว) ดังนั้น ตามมติของคัมภีร์ปรมัตถทีปนี บทกัตตาของ วุตฺตา คือ มยา (อันเรา)
(๑๓) โดยประการดังนี้ ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]ปฏิเสธการประกอบบทในคัมภีร์ฎีกาทั้งหลายว่า “กล่าวแล้วโดยประการทั้งหมด” เพราะการประกอบบทดังกล่าวไม่สอดคล้องกับคำที่พระอนุรุทธาจารย์กล่าวว่า “[จุปฺปอกุศลจิต ๑๒ ดวงโดยประการทั้งปวง, จุปฺปอเหตุกจิต ๑๘ ดวงโดยประการทั้งปวง”
ในข้อนี้ คำว่า สพฺพถา (โดยประการทั้งหมด) มีความหมายว่า มี ๔ อย่างโดยประการทั้งหมดอันมีจิตเป็นต้นที่ตรัสไว้ในคัมภีร์ธรรมสังคณีบ้าง มี ๔ อย่างโดยประการทั้งหมดอันมีขันธ์เป็นต้นที่จำแนกไว้ในคัมภีร์วิภังค์บ้าง พึงกล่าวด้วยคำว่า มี ๔ อย่างโดยประการทั้งหมดที่ตรัสไว้ในคัมภีร์ธาตุกถา เป็นต้น
[คัมภีร์ปรมัตถทีปนีถือว่า คำว่า สพฺพถา สัมพันธ์เข้ากับ จตุธา (มี ๔ อย่าง) จึงมีความหมายว่า “มี ๔ อย่างคือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน โดยประการทั้งหมด” ไม่ใช่สัมพันธ์เข้ากับ วุตฺตา (กล่าวแล้ว) ตามมติของคัมภีร์ฎีกาทั้งหลาย]