ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
แต่โลภะกระทำโลภมูลจิต ๘ ดวงนี้ให้ต่างจากจิตอื่น [โทสมูลจิตและโมหมูลจิต] เวทนา ทิฏฐิ และสังขาร ก็กระทำโลภมูลจิตนี้ให้ต่างจากกัน ดังนั้น ท่านจึงถือเอาโลภะ เวทนา ทิฏฐิ และสังขารในที่นี้
ถามว่า : แม้ปีติ มานะ และถีนมิทธะ ย่อมทำให้จิตต่างกัน ท่านจึงควรถือเอาธรรมเหล่านั้นในที่นี้ว่า สปีติกํ (มีปีติ) อปีติกํ (ไม่มีปีติ) มานสมฺปยุตฺตํ (ประกอบกับมานะ) มานวิปฺปยุตฺตํ (ไม่ประกอบกับมานะ) ถีนมิทธสมฺปยุตฺตํ (ประกอบกับถีนมิทธะ) และ ถีนมิทธวิปฺปยุตฺตํ (ไม่ประกอบกับถีนมิทธะ) มิใช่หรือ
ตอบว่า : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เพราะเมื่อท่านถือเอาโสมนัสแล้ว ย่อมรวมถึงปีติด้วยเช่นกัน และธรรมทั้งสามนั้นก็ประกอบไม่แน่นอน และเป็นเยวาปนกธรรม (ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง) ดังนั้น ท่านจึงไม่ถือเอา
[คำว่า เยวาปนกธรรม มีความหมายว่า “ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง” เยวาปนกธรรมนี้เป็นเจตสิกที่พระผู้มีพระภาคไม่ได้ตรัสไว้โดยระบุชื่อว่าคือเจตสิกดวงใด แต่ตรัสไว้โดยรวมว่าเป็นเจตสิกที่เกิดขึ้นร่วมกับกามาวจรกุศลจิตเป็นต้น ปรากฏในคัมภีร์ธัมมสังคณีว่า เย วา ปน (ส่วนธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่)]
(๒๗) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า “ถามว่า เมื่อสัมปยุตตธรรมอื่นเป็นต้นว่าผัสสะมีอยู่ในจิตนี้ เหตุใดพระอนุรุทธาจารย์จึงกล่าวเพียงว่าโลภมูลจิตเกิดร่วมกับโสมนัสเวทนาเป็นต้น ตอบว่า เพราะโสมนัสเวทนาเป็นต้นเป็นธรรมเฉพาะไม่ทั่วไป ซึ่งอธิบายได้ว่า เจตสิกบางอย่างเช่นผัสสะเกิดทั่วไปในจิตทั้งหมด เจตสิกบางอย่างเกิดทั่วไปในกุศลจิตเป็นต้น ส่วนโมหะเป็นต้นย่อมเกิดทั่วไปในอกุศลจิตทั้งหมด ดังนั้น จึงไม่อาจทำให้จิตพิเศษด้วยเจตสิกมีผัสสะเป็นต้น” โดยมุ่งหมายว่า “ธรรมคือเจตสิกเช่นผัสสะ วิตก และโมหะ ก็ประกอบกับจิตเหล่าอื่นนอกจากโลภมูลจิต ธรรมคือเจตสิกเหล่านั้นจึงไม่ทำให้โลภมูลจิตต่างจากจิตอื่น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงไม่ถือเอาเจตสิกธรรมเหล่านั้นในที่นี้” ข้อความนั้นพึงใคร่ครวญ เพราะแม้สังขารที่เป็นโสมนัสกับอุเบกขาก็ปรากฏในจิตอื่น สังขารนั้นไม่ทำให้โลภมูลจิตต่างจากจิตอื่น ดังนั้น จึงไม่ควรถือเอาสังขารในที่นี้