ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
การมีปฏิสนธิกอปรด้วยโสมนัส มีสภาพไม่สุขุม ประกอบด้วยอภิภูรารมณ์ และพ้นจากความหยาบนะ จัดเป็นมูลเหตุของโสมนัสในเรื่องนี้ หมายความว่า ผู้มีปฏิสนธิกอปรด้วยโสมนัสย่อมจะมีกระแสจิตที่กอปรด้วยโสมนัสวังค์เสมอ จิตของเขาจึงเกิดประกอบกับโสมนัสโดยมาก ผู้มีสภาพไม่สุขุมก็มีอัธยาศัยทราม มักสำคัญของเล็กว่าใหญ่และของทรามว่าประณีต จิตของเขาจึงประกอบกับโสมนัสโดยมากเช่นกัน
คำว่า “ประกอบด้วยอภิภูรารมณ์” คือ ประกอบด้วยอารมณ์ทรามหรือประณีตที่ตนปรารถนา
คำว่า “พ้นจากความหยาบนะ” คือ พ้นจากความหยาบนะ มีความหยาบนะแห่งญาติเป็นต้น
การมีปฏิสนธิกอปรด้วยอุเบกขา มีสภาพสุขุม ประกอบด้วยอารมณ์ปานกลาง และพ้นจากความหยาบนะ จัดเป็นมูลเหตุของอุเบกขา
ในพากย์นี้ การมีสภาพสุขุม คือ ภาวะที่มีอัธยาศัยอันใหญ่หลวง โดยแท้จริงแล้ว บุคคลเช่นนั้นมักสำคัญของใหญ่ว่าเล็กและของประณีตว่าทราม
การมีทิฏฐิเป็นเจ้าเรือน คบบุคคลผู้มีทิฏฐิบัติ ไม่ฝักใฝ่พระสัทธรรม มีมิจฉาวิตกมาก และใส่ใจด้วยอุบายอันไม่แยบคาย จัดเป็นมูลเหตุของทิฏฐิ
ในพากย์นั้น การมีทิฏฐิเป็นเจ้าเรือน คือ การที่บุคคลเหมือนตั้งพญานาคชื่อกาณทิฏฐิจะมีสัสสตทิฏฐิ (ความเห็นผิดว่าโลกเที่ยง) และพระสุนักขัตตะมีอุจเฉททิฏฐิ (ความเห็นผิดว่าโลกขาดสูญ) เป็นเจ้าเรือนแม่ในภพนี้ เนื่องด้วยการปฏิสนธิโดยมีทิฏฐิในภพก่อนเป็นที่ตั้ง
การไม่ฝักใฝ่พระสัทธรรม คือ การดำเนินไปโดยละเลยพระสัทธรรมตลอดกาลนาน
การมีมิจฉาวิตกมาก คือ มีมิจฉาวิตกมากโดยสั่งสมความคิดที่ไม่รู้จักประมาณตน ในฐานะอันเป็นวิสัยของพระสัพพัญญู มีใช่วิสัยของตน
ความใส่ใจโดยอุบายอันไม่แยบคาย คือ ความใส่ใจข้อที่ตนเห็นว่ามีจริงเป็นสาระ