Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

ปัญจมฌานกล่าวคืออุเบกขาและเอกคตา ฌานจิตซึ่งมีจิตที่ประกอบด้วยปฐมฌานเป็นต้น แต่ละฌานมี ๑๑ ดวง ส่วนฌานสุดท้ายคือประเภทของจิตที่เกิดในปัญจมฌาน มี ๒๓ ดวง

พระอนุรุทธอาจารย์เรียกจิตที่ประกอบกับฌานนั้นว่าเป็นฌานในที่นี้ เพราะฌานไม่มี ๑๑ ดวงหรือ ๒๓ ดวง

(๗๓) ความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิภาวนีว่า “รูปาวจรจิตย่อมกล่าวไว้ด้วยคำว่า ปฐมฌาน เป็นต้น” และว่า “แม้อรูปาวจรจิตก็ได้ชื่อว่า ปัญจมฌาน” ข้อความนั้นไม่งาม เพราะจิตมิใช่ปฐมฌาน และไม่ได้ชื่อว่า ปัญจมฌาน

(๗๔) แม้การประกอบข้อความอื่นที่กล่าวในคาถานี้ ก็ไม่สมควร เพราะพระอนุรุทธอาจารย์กล่าว ตถา ศัพท์ไว้หน้าคำว่า ปรมาทิชฌานเภท

[ข้อความนี้ปฏิเสธทุติยในคัมภีร์วิภาวนีที่กล่าวว่า “อีกนัยหนึ่ง รูปาวจรจิตและอุตตรจิต นับเข้าในประเภทของปฐมฌานเป็นต้น ฉันใด แม้อรูปาวจรจิตก็นับเข้าในปัญจมฌาน ฉันนั้น” ทั้งนี้ เพราะในคาถากล่าวว่า ตถา ปรมาทิชฌานเภท โดย ตถา ศัพท์อยู่หน้าคำว่า ปรมาทิชฌานเภท ถ้าพระอนุรุทธอาจารย์ประสงค์ข้อความที่ ๒ ดังที่คัมภีร์วิภาวนีกล่าวไว้ ก็ควรกล่าว ตถา ศัพท์ไว้ท้าย ปรมาทิชฌานเภท ดังนั้น นัยที่ ๒ ตามมติของคัมภีร์วิภาวนีจึงไม่สอดคล้องกับหลักภาษา]

๔๓. เมื่อส่วนหนึ่งที่พึงจำแนกได้ถูกจำแนกแล้วโดยประการใด จิต ๘๙ ดวง ย่อมถูกแบ่งออกเป็น ๑๒๑ ดวง พระอนุรุทธอาจารย์ได้จำแนกโดยประการนั้นแล้ว บัดนี้ จะแสดงการประมวลจิต ๑๒๑ ดวง จึงกล่าวคาถาสุดท้าย

พระอนุรุทธอาจารย์กล่าวใจความว่า กุศลจิตมี ๓๗ ดวง ส่วนวิปากจิตมี ๕๒ ดวง ดังนั้น ปราชญ์ทั้งหลายจึงกล่าวจิต ๘๙ ดวงเป็นจิต ๑๒๑ ดวง หรือจำแนกจิต ๘๙ ดวงเป็นจิต ๑๒๑ ดวง

จบการแสดงข้อความปรมัตถ์แห่งจิตสังคหะ

ในคัมภีร์ชื่อปรมัตถทีปนีอันเป็นอรรถกถาฉบับที่ ๔ ของคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka