ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ธรรมดาว่าความรื่นรมย์ในวิปัสสนาขณะเกิดวิปัสสนาญาณอันมีกำลัง เป็นสภาวะประณีตยิ่งนัก ย่อมแผ่ซ่านครอบคลุมทั่วร่างกาย ดังพระพุทธวจนะว่า
สุญญาคาเรํ ปวิฏฺฐสฺส สนฺตา จิตฺตสฺส ภิกฺขุโน
อมานุสี รติ โหติ สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโต.๑๗
“ภิกษุผู้ไปสู่ที่สงัด มีใจสงบ เห็นแจ้งพระธรรม[คือความไม่เที่ยง]
โดยชอบ ย่อมได้รับความยินดีที่สามัญมนุษย์ไม่เคยได้ลิ้มรส”
ด้วยเหตุนั้น วิปัสสนาจึงประกอบด้วยอุเบกขาไม่ได้โดยปราศจากปาทกฌานพิเศษหรืออัธยาศัยพิเศษ ย่อมประกอบกับโสมนัสอย่างเดียว
บุคคลกระทำฌานอย่างใดอย่างหนึ่งให้เป็นบาท[ของวิปัสสนา] ปรารถนาฌานใดๆ ที่เป็นฌานนั้นหรือฌานอื่นในมรรค ในขณะเกิดมรรคของผู้ชำนาญญาณทั้งหมด เวทนา ย่อมน้อมไปในวิปัสสนาและมรรคตามสมควรแก่ฌานนั้นๆ ด้วยอานุภาพของอัธยาศัย การกำหนดเวทนาจึงไม่ควรกล่าวเฉพาะอีก
๔๑. ในคาถาสรุป พึงประกอบบทว่า ท่านกล่าวโลกุตตรจิต ๘ ดวงว่ามี ๔๐ ดวง อีกด้วย โดยจำแนกแต่ละอย่างเป็น ๕ ดวง ตามประเภทแห่งการประกอบองค์ฌาน
๔๒. บัดนี้ พระอนุรุทธาจารย์กล่าวคาถาเป็นต้นว่า ยถา จ รูปาวจรํ เพื่อแสดงประมวลมหัคคตจิตและโลกุตตรจิตทั้งหมดในส่วนของฌาน ๕ ประเภท
พึงประกอบบทว่า รูปาวจรจิตนับเข้าในประเภทของฌานมีปฐมฌานเป็นต้น คือ นับเข้าในประเภทของจิต ๕ อย่างมีจิตที่เกิดในปฐมฌานเป็นต้นซึ่งสำเร็จตามประเภทแห่งฌานฉันใด โลกุตตรจิตก็นับเข้าในประเภทของฌานมีปฐมฌานเป็นต้น ฉันนั้น ทั้งอรูปาวจรจิต ย่อมนับเข้าในปัญจมฌาน คือในประเภทของจิตที่เกิดในปัญจมฌาน เพราะประกอบด้วย