ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
และพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ไม่เกิดในอรูปภูมิ ดังนั้น ปุถุชนผู้เกิดในอรูปภูมิจึงกล่าวว่าจัดอยู่
ในประเภทผู้ที่ตกอยู่ในขณะไม่เหมาะสม[เพื่อการปฏิบัติธรรมในการบรรลุนิพพาน] ๘ อย่าง
[ขณะที่ไม่เหมาะสม (อักขณะ) มี ๘ อย่าง คือ ขณะเกิดในนรก เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็น
เปรต เกิดในอสัญญาสัตว์ภูมิหรืออรูปภูมิ เกิดในปัจจันตชนบทที่ไม่มีศาสนา เชื่อถือมิจฉาทิฏฐิ เป็น
คนเขลา และเกิดในกาลเวลาไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติ]
แม้รูปาวจรกุศลย่อมไม่เกิดในอรูปภูมิ เพราะรูปาวจรกุศลซึ่งมีอารมณ์คือรูปนิมิต [มี
กสิณเป็นต้น]ล่วงพ้นได้ด้วยการเจริญภาวนาอันคลายกำหนัดในรูป
๗๑. พึงประกอบบทว่า จิตที่เหลือ ๔๒ ดวงเรียกว่า มโนวิญญาณธาตุ โดย
ประเภทแห่งกุศลจิต [๑๒ เว้นรูปาวจรกุศลจิต ๕] อกุศลจิต [๑๐ เว้นปฏิฆจิต ๒] กิริยาจิต
[๑๓ เว้นปัญจทวารāvวัชชนจิต หสนจิต และรูปาวจรกิริยาจิต ๕] และ โลกุตตรจิต [๗ เว้น
โสดาปัตติมรรค] ย่อมเป็นไปโดยอาศัยหทัยวัตถุก็ได้ ไมอาศัยหทัยวัตถุก็ได้ ความหมาย
ก็คือ อาศัยหทัยวัตถุ ในปัญจโวการภูมิ (ภูมิที่มีขันธ์ ๕ ) หรือ ไมอาศัยหทัยวัตถุ ใน
จตุโวการภูมิ (ภูมิที่มีขันธ์ ๔)
พึงกระทำรูปวิเคราะห์ว่า กุสลาทูกุสลกิริยานุตตระ คือ กุศลจิต อกุศลจิต กิริยาจิต
และโลกุตตรจิต
ในประโยคนั้น คำว่า กุสลานิ (กุศลจิต) คือ โลกิយកุศลจิต ๑๒ ดวงที่เหลือจาก
รูปาวจรกุศลจิต ๕ ดวง
คำว่า อกุสลานิ (อกุศลจิต) คือ อกุศลจิต ๑๐ ดวงที่เหลือจากปฏิฆจิต ๒ ดวง
คำว่า กุริยานิ (กิริยาจิต) คือ กิริยาจิต ๑๓ ดวงที่เหลือจากปัญจทวาราววัชชนจิต
หสนจิต และ รูปาวจรกิริยาจิต ๕ ดวง
คำว่า อนุตตรานิ (โลกุตตรจิต) คือ โลกุตตรจิต ๗ ดวงที่เหลือจากปฐมมรรคจิต