Paramatthadipani

คัมภีร์ปรมัตถทีปนี

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

แสดง ส่วนคัมภีร์วิภาวินีกล่าวว่า จ ศัพท์ทำหน้าที่สัมปิณทนะ คือ รวบรวม หมายถึง รวบรวมมโน
ธาตุที่กล่าวไว้แล้วในประโยคก่อน]

(๑๑๙) แม้การประกอบบทในคัมภีร์ฎีกาทั้งหลายว่า “จิต ๓๐ ดวงที่เหลืออันเป็นไป
โดยประเภทแห่งสันตีรณจิต...รูปาวจรจิต และเรียกว่ามโนวิญญาณธาตุ” ก็ไม่งาม เพราะ
มีความหมายไม่ชัดเจน

ถามว่า : เหตุใดจิตเหล่านั้นจึงเป็นไปโดยอาศัยหทัยวัตถุอย่างเดียว

ตอบว่า : เพราะไม่เกิดในอรูปภูมิ

ถามว่า : เหตุใดจึงไม่เกิดในอรูปภูมิ

ตอบว่า : ลำดับแรก สันตีรณจิตและมหาวิปากจิตย่อมไม่เกิดในอรูปภูมิ เพราะ
ไม่มีทวาร ๕ ทวารและไม่มีกิจของตนในอรูปภูมิ แม้ปฏิสนธิจิต ๒ ดวงก็ไม่เกิด เพราะไม่มี
ปฏิฆะที่มิใช่ระยะกาลแห่งนีวรณ์ และนีวรณ์จริงก็ไม่เกิดในฌานภูมิ

หากไม่มีปฏิฆะที่มิใช่ระยะกาลแห่งนีวรณ์ พระดำรัสที่ตรัสความดับสนิทแห่ง
โทมนัสสินทรีย์ในทุติยฌานที่ปรากฏในพระบาลี[อินทรีย์สังยุต]๒๑ และคำที่กล่าวถึงการเกิด
โทมนัสสินทรีย์ได้ในอุปจารสมาธิของทุติยฌานที่ปรากฏในคัมภีร์อรรถกถาทั้งหลาย๒๒ ก็
พึงขัดแย้งกัน ดังนั้น อาจารย์บางท่านจึงกล่าวว่า “ปฏิฆจิต ๒ ดวงไม่เกิดในอรูปภูมิ
เพราะกามราคะหยาบอันเป็นปัจจัยร่วมกันของตนไม่มีในฌานภูมิ ข้อนี้ย่อมสมควร”

ส่วนพระฎีกาจารย์ดำริว่า “ข้อความที่กล่าวถึงการเกิดโทมนัสสินทรีย์ได้ในอุปจาร-
สมาธิของทุติยฌาน เป็นเพียงแสดงความคาดคะเนเท่านั้น” แล้วปรารถนาเหตุแรก๒๓
[คือความไม่มีปฏิฆะที่มิใช่ระยะกาลแห่งนีวรณ์] แต่ถ้าข้อความนั้นแสดงโดยการคาดคะเน
แม้พระดำรัสในพระบาลีก็พึงเป็นคำแสดงความคาดคะเน ดังนั้น เหตุหลังจึงสมควร [คือ
นีวรณ์จริงไม่เกิดขึ้นในฌานภูมิ] ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]มีความเห็นดังนี้

แม้หสนจิตย่อมไม่เกิด[ในอรูปภูมิ] เพราะอรูปพรหมไม่มีกิจในการหัวเราะ หรือ
เหตุผลที่ว่า “เพราะไม่มีกาย” ย่อมสมควร แม้โสดาปัตติมรรคจิตย่อมไม่เกิด เพราะปุถุชน
ผู้เกิดในอรูปภูมิไม่อาจจะรู้แจ้งสัจธรรมได้ เนื่องจากไม่มีคำแนะนำของผู้อื่น ทั้งพระพุทธเจ้า

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka