ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๖๐. พึงทราบว่าการดำเนินไปของรูปมี ๒ อย่างด้วยการจำแนกเป็นปฏิสนธิกาลและปวัตติกาล ในภูมิทั้ง ๓ คือ กามภูมิ รูปภูมิ และอสัญญีภูมิ อย่างนี้แล
๖๑. ในกามภูมิมีรูป ๒๘ ในรูปภูมิมีรูป ๒๓ ในอสัญญีสัตวภูมิมีรูป ๑๗ เท่านั้น ในอรูปภูมิไม่มีรูปใดๆ เลย
สัททรูป วิการรูป ชรตารูป และมรณรูป ย่อมไม่ปรากฏในปฏิสนธิกาล แต่ในปวัตติกาลย่อมไม่มีรูปอะไร ไม่ปรากฏ [คือปรากฏทุกรูปที่กล่าวมาแล้ว]
ทั้งหมดนี้เป็นลำดับการดำเนินไปของรูปในปริเฉทนี้
๖๒. ฝ่ายนิพพาน ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นโลกุตตระ อันพระอริยะพึงเห็นแจ้งด้วยมรรคญาณทั้ง ๔ เป็นอารมณ์ของมรรคและผล เรียกว่า นิพพาน เพราะหลีกออกจากตัณหาที่เรียกว่า วานะ
๖๓. นิพพานนั้น แม้มีสภาพเป็นอย่างเดียว แต่ก็จำแนกเป็น ๒ อย่างตามปริยายแห่งเหตุ คือ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ (ความดับที่ยังขันธ์เหลืออยู่) และอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (ความดับที่ไม่มีขันธ์เหลืออยู่)
๖๔. เช่นเดียวกันนี้ นิพพานมี ๓ อย่างโดยจำแนกตามอาการ คือ สุญญตนิพพาน (ความดับที่ว่างจากกิเลส) อนิมิตตนิพพาน (ความดับที่ไม่มีสันฐาน) และอัปปณิหิตนิพพาน (ความดับที่ไม่มีความปรารถนา)