ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ถัดจากนั้น ในปวัตติกาล จักขุทสกะเป็นต้นที่แสดงไว้ตามลำดับย่อมปรากฏ
๕๕. เป็นอันว่าความสืบต่อของรูปกลาปที่มีสมุฏฐาน ๔ อย่าง คือ รูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานเริ่มแต่ปฏิสนธิ รูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานเริ่มแต่วิถีดวงที่สอง รูปที่มีอุตุเป็นสมุฏฐานเริ่มแต่ฐีติขณะ[ของปฏิสนธิจิต] รูปที่มีอาหารเป็นสมุฏฐานเริ่มแต่การแผ่ซ่านไปของโอชา ย่อมดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดอายุขัยในกามภูมิ เหมือนแปลวประทีปและเหมือนกระแสน้ำ
๕๖. แต่ในเวลาเสียชีวิต กรรมชรูปย่อมไม่เกิดขึ้นตั้งแต่ฐีติกาลของจิตดวงที่ ๑๗ ก่อนจุติจิต
ทั้งกรรมชรูปที่เกิดก่อนหน้านั้น ที่ได้ดำเนินไปตลอดกาลจนถึงจุติจิต ย่อมดับไป ถัดจากนั้น จิตตชรูปและอาหารชรูปจะดับตามไป ต่อจากนั้น รูปที่มีอุตุเป็นสมุฏฐานที่สืบต่อกันมา ย่อมดำเนินไปตราบจนเป็นซากศพ
๕๗. รูปของสัตว์ที่เสียชีวิตแล้ว ย่อมดำเนินไปในภพอื่นอีก ตั้งแต่ปฏิสนธิ[จนกระทั่งเสียชีวิต] โดยประการเดียวกันนั้นอย่างนี้แล
๕๘. ส่วนในรูปภูมิ ฆานทสกะ ชิวหาทสกะ กายทสกะ และภาวทสกะ กับรูปกลาปที่เกิดจากอาหาร ย่อมไม่ปรากฏ
เพราะเหตุนั้น ในปฏิสนธิกาลของพรหมเหล่านั้น จึงมีรูปกลาปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน ๔ อย่างคือทสกะทั้ง ๓ ด้วยการจำแนกเป็นจักขุทสกะ โสตทสกะ และวัตถุทสกะ กับชีวิตนวกะ
ส่วนในปวัตติกาล รูปที่มีจิตและอุตุเป็นสมุฏฐานย่อมปรากฏ
๕๙. จักขุทสกะ โสตทสกะ วัตถุทสกะ และสัททนวกะ ย่อมไม่ปรากฏแก่อสัญญสัตว์ จิตตชรูปทั้งหมดย่อมไม่ปรากฏแก่อสัญญสัตว์ด้วยเช่นเดียวกัน
เพราะเหตุนั้น ในปฏิสนธิกาลของอสัญญสัตว์เหล่านั้น ชีวิตนวกะเท่านั้นย่อมปรากฏ ส่วนในปวัตติกาล รูปที่มีอุตุเป็นสมุฏฐานยกเว้นสัททนวกะ ย่อมหลงเหลืออยู่