“บัณฑิตพึงแสดงว่าจิตมี๑๑ อย่าง โดยแบ่งธาตุ๒อ ย่างท้าย [มโนธาตุและมโน-วิญญาณธาตุ] ให้เป็น ๓ อย่างอีก [โดยความเป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต]”
๑๗๖. มโนวิญฺญาณธาตุมฺปิ กุสลากุสลาทิโต
จตุธา วิภชิตฺวาน วเท ทฺวาทสธา ฐิตํ.
“บัณฑิตพึงกล่าวว่าจิตมี๑๒ อย่าง โดยแบ่งมโนวิญญาณธาตุออกเป็น๔อ ย่าง โดยความเป็นกุศล อกุศล วิบาก และกิริยา”
๑๗๗. ภเว จุทฺทสธา จิตฺตํ จุทฺทสฏฺฐานเภทโต
ปฏิสนฺธิภวงฺคสฺสจุติยาวชฺชนสฺส จ.
๑๗๘. ปญฺจนฺนํ ทสฺสนาทีนํ สมฺปฏิจฺฉนเจตโส
สนฺตีรณสฺส โวฏฺฐพฺพ- ชวนานํ วเสน จ.
๑๗๙. ตทารมฺมณจิตฺตสฺส ตเถว ฐานเภทโต
เอวํ จุทฺทสธา จิตฺตํ โหตีติ ปริทีปเย.
“จิตมี๑๔ อย่าง โดยจำแนกเป็นกิจ๑ ๔คือป ฏิสนธิกิจภ วังคกิจจุติกิจ อาวัชชน-กิจ๕มีทัสสนกิจเป็นต้นสัมปฏิจฉนกิจสันตีรณกิจ โวฏฐัพพนกิจ ชวนกิจ และตทารัมมณ-กิจ จิตมี ๑๔ อย่าง โดยประการฉะนี้”
๑๘๐. ภูมิปุคฺคลนานาตฺต- วเสน จ ปวตฺติโต
พหุธา ปนิทํ จิตฺตํ โหตีติ จ วิภาวเย.
“อนึ่งบัณฑิตพึงแสดงว่าจิตมีประเภทมาก เพราะเป็นไปโดยเนื่องด้วยความต่างกัน แห่งภูมิและบุคคล”
คำลงท้ายปริจเฉท
๑๘๑. เอกวิธาทินเย ปนิมสฺมึ
โย กุสโล มติยา อิธ ภิกฺขุ