“บัณฑิตพึงแสดงว่าจิตที่กล่าวไว้แก่สกทาคามีบุคคล เว้นโทสมูลจิต ๒ และผลจิต ที่ ๒ ย่อมเกิดขึ้นแก่อนาคามีบุคคล [และอนาคามิผลจิตของตนย่อมเกิดขึ้น]”
[ฉบับมหาจุฬาฯ และฉบับมูลนิธิภูมิพโลฯ มีรูปในบาทที่ ๑ ตามฉบับฉัฏฐสังคายนาว่า โสตา-ปนฺนสฺสวุตฺตานิตามนัยนี้แปลว่า“ จิตที่กล่าวไว้แก่โสดาบันบุคคล” ความจริงพระโสดาบันและพระสกทา-คามีละกิเลสเท่ากัน แต่พระสกทาคามีทำกามราคะและปฏิฆะให้เบาบางลงเท่านั้น ในที่นี้ใช้ตามฉบับเทว-นาครีว่า สกทาคามิสฺสวุตฺตานิเพื่อให้สอดคล้องกับข้อความในบาทที่ ๓ว่าทุติยํ จผ ลํ หิตฺวา (และ ไม่นับผลจิตที่ ๒)]
๒๒๖. กติ จิตฺตานิ ชายนฺเต กาเม อรหโต ปน
จตฺตารีสญฺจ จตฺตาริ กาเม อรหโต สิยุํ.
“ถามว่า:จิตเท่าไรย่อมเกิดแก่พระอรหันต์ในกาม[สุคติ]ภูมิ ตอบว่า: จิต ๔๔ ดวง [กามาวจรวิปากจิต๒ ๓กิริยาจิต ๒๐ อรหัตตผลจิต๑ ]พึง เกิดขึ้นแก่พระอรหันต์ในกาม[สุคติ]ภูมิ”
๒๒๗. มคฺคฏฺฐานํ จตุนฺนมฺปิ ปุคฺคลานํ สกํ สกํ
มคฺคจิตฺตํ สิยา เตสํ เอกจิตฺตกฺขณา หิ เต.
“บุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคทั้ง ๔ [มรรคบุคคล] พึงมีมรรคจิตของตนๆ เพราะบุคคล เหล่านั้นมีขณะจิตเดียว”
จิตที่เกิดแก่รูปพรหม
๒๒๘. ปุถุชฺชนสฺส ตีเสฺวว ปฐมชฺฌานภูมิสุ
ปญฺจตึเสว จิตฺตานิ ชายนฺเตติ วินิทฺทิเส.
“บัณฑิตพึงแสดงว่าจิต ๓๕ ดวง [มหากุศลจิต๘รูปาวจรกุศลจิต๕อ รูปาวจร-กุศลจิต๔อ กุศลจิต ๑๐ (เว้นโทสมูลจิต๒ )กุศลวิบากจักขุวิญญาณจิต๑กุศลวิบากโสต-วิญญาณจิต๑กุศลวิบากสัมปฏิจฉนจิต๑สันตีรณจิต ๒ อาวัชชนจิต ๒ ปฐมฌานวิปากจิต ๑] ย่อมเกิดแก่พรหมปุถุชนในปฐมฌานภูมิ ๓”