“จิต ๔๘ ดวง คือม หัคคตจิตทั้งหมด [๒๗] โลกุตตรจิตทั้งหมด [๘] ติเหตุก[กามา-วจร]วิปากจิต [๔] กามาวจรกิริยาจิต ๙ ย่อมไม่เกิดแก่ทวิเหตุกบุคคล [และอเหตุกบุคคล] จิต ๕๔ ดวง ย่อมเกิดแก่ติเหตุกปุถุชนที่เกิดในกามสุคติภูมิปฏิสนธิด้วยไตรเหตุจิต ดังกล่าว คือ จิต ๔๑ ดวงที่กล่าวไว้แล้วแก่ทวิเหตุกบุคคล มหาวิบากญาณสัมปยุตตจิต ๔ รูปาวจรกุศลและอรูปาวจรกุศล [๙] จิต ๓๕ ดวง[ที่เหลือ] ย่อมไม่เกิดแก่[กามาวจรติเหตุก]ปุถุชน บัณฑิตพึงแสดงว่าจิต ๕๐ ดวง [จิตที่เกิดแก่ติเหตุกปุถุชนที่เกิดในกามภูมิ๔๙ ดวง (เว้นทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ วิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต ๑) และโสดาปัตติผลจิต ๑] ย่อมเกิดแก่ พระโสดาบันในมนุษย์โลกและเทวโลก [๖] พึงแสดงว่า จิต ๓๙ ดวง[ที่เหลือ] ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้”
[จิตที่เกิดแก่ปุถุชนผู้เป็นติเหตุกบุคคล มี๕๔ ดวง คืออ กุศลจิต ๑๒ มหากุศลจิต ๘ กามา-วจรวิปากจิต ๒๓ อาวัชชนจิต ๒ มหัคคตกุศลจิต ๙ จิตที่เกิดแก่พระโสดาบันมี๕๐ ดวง คือจิตที่เกิดแก่ติเหตุกบุคคลข้างต้นเ ว้นทิฏฐิคตสัมป-ยุตตจิต ๔ วิจิกิจฉาสหคตจิต ๑ โสดาปัตติผลจิต ๑ การเรียกว่า พระโสดาบัน พระสกทาคามีพระอนาคามีและพระอรหันต์ หมายถึง พระอริย-บุคคลผู้ดำรงอยู่ในผลแล้วส่วนพระอริยบุคคลผู้ดำรงอยู่ในมรรค จะเกิดมรรคจิตของตนๆ เท่านั้นไ ม่เกิด มรรคจิตของบุคคลอื่น]
๒๒๔. โสตาปนฺนสฺส วุตฺตานิ ฐเปตฺวา ปฐมํ ผลํ
อตฺตโนว ผเลนสฺส สกทาคามิโน สิยุํ.
“จิตที่กล่าวไว้แก่โสดาบันบุคคล เว้นโสดาปัตติผลจิต พึงเกิดขึ้นแก่สกทาคามีบุคคล และผลจิตของตนย่อมเกิดขึ้น”
๒๒๕. สกทาคามิสฺส วุตฺตานิ ฐเปตฺวา ปฏิฆทฺวยํ
ทุติยํ จ ผลํ หิตฺวา ยานิ จิตฺตานิ ตานิติ.
อนาคามิสฺส สตฺตสฺส ชายนฺตีติ วินิทฺทิเส.