ตสฺมา น วจนมตฺตเมวาวลมฺพิตพฺพํ.นจท ฬฺหมูฬฺหคาหินา จ ภวิตพฺพํ.ค รุกุล-มุปเสวิตฺวา สุตฺตปทานํ อธิปฺปาโย ชานิตพฺโพ. สุตฺตปเทสุ อภิโยโค กาตพฺโพ. เทฺว สจฺจานิ ภควตา วุตฺตานิ “สมฺมุติสจฺจํ ปรมตฺถสจฺจญฺจา”ติ. ตสฺมา เทฺวปิ สมฺมุติปรมตฺถสจฺจานิ อสงฺกรโต ญาตพฺพานิ. เอวํ อสงฺกรโต ญตฺวา โกจิ การโก วา เวทโก วา นิจฺโจ ธุโว อตฺตา ปรมตฺถโตนตฺถีติ อุปปริกฺขิตฺวา ปจฺจยสามคฺคิยา ธมฺมานํ ปวตฺตึ สลฺลกฺเขตฺวา ปณฺฑิเตน กุลปุตฺเตน อตฺถกาเมน ทุกฺขสฺสนฺตกิริยาย ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ.
“ด้วยเหตุดังกล่าว จึงไม่ควรยึดถือเพียงถ้อยคำ และอย่ายึดมั่นด้วยความงมงายพึง เข้าหาสกุลครูผู้ชี้แนะแล้วเรียนรู้คำอธิบายของบทในพระบาลีพึงกระทำความขวนขวายให้ เข้าใจบทในพระบาลี พระผู้มีพระภาคตรัสสัจจะ ๒ ประเภทไว้ คือ สมมุติสัจจะ และปรมัตถ-สัจจะ จึงควรศึกษาสัจจะทั้งสองประเภทนั้นโดยไม่คละกันเ มื่อเข้าใจโดยไม่คละกันอย่างนี้แล้ว พิจารณาว่าอัตตาอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นผู้ทำกรรมหรือเสวยผลกรรมและเป็นสภาพ เที่ยงแท้ยั่งยืนไ ม่มีจริงโดยสภาวะปรมัตถ์ ได้กำหนดรู้ความเป็นไปแห่งธรรมทั้งหลาย ด้วย การประชุมกันของเหตุปัจจัยแล้วกุลบุตรผู้มีปัญญาปรารถนาประโยชน์พึงปฏิบัติเพื่อกระทำ ที่สุดแห่งทุกข์เถิด”
คำลงท้ายปริจเฉท
๗๘๗. โย อิมํ คนฺถํ อจฺจนฺตํ จินฺเตติ สตตมฺปิ โส
กเมน ปรมา ปญฺญา ตสฺส คจฺฉติ เวปุลํ.
“ภิกษุใดย่อมดำริคัมภีร์นี้อยู่เสมอ ปัญญาอันประเสริฐของภิกษุนั้นย่อมไพบูลย์ตาม ลำดับ”
๗๘๘. อติมติกรมาธินีหรํ
วิมติวินาสกรํ ปิยกฺกรํ
ปฐติ สุณติ โย สทา อิมํ วิกสติ ตสฺส มตีธ ภิกฺขุโน.