“จตุตถฌานที่มีความงาม ๓ ประการ เพียบพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ สำเร็จด้วยการ ภาวนา ภิกษุได้บรรลุแล้วโดยประการฉะนี้”
๙๗๔. ยสฺมา สุขมุเปกฺขาย น โหตาเสวนํ ปน
อุเปกฺขาสหคตาเนว ชวนานิ ชวนฺติ จ.
๙๗๕. อุเปกฺขาสหคตํ ตสฺมา จตุตฺถํ สมุทีริตํ
อยเมตฺถ วิเสโส หิ เสสํ วุตฺตนยํ ปน.
“สุขเวทนาไม่เป็นอาเสวนปัจจัยแก่อุเบกขาเวทนา ชวนจิตที่ประกอบกับอุเบกขา เท่านั้นย่อมแล่นไป ดังนั้นจึงกล่าวว่าจตุตถฌานประกอบกับอุเบกขา ทั้งหมดนี้เป็นความพิเศษในเรื่องนี้ ข้อความอื่นมีนัยที่กล่าวมาแล้ว”
[สุขเวทนาไม่เป็นอาเสวนปัจจัยแก่อุเบกขาเวทนา ทั้งจตุตถฌานก็เกิดจากภาวนาที่คลาย ความพอใจในสุข จตุตถฌานจึงประกอบด้วยอุเบกขาเวทนาเท่านั้น]
ฌานตามจตุกกนัยและปัญจกนัย
๙๗๖. ยํ จตุกฺกนเย ฌานํ ทุติยํ ตํ ทฺวิธา ปน
กตฺวาน ปญฺจกนเย ทุติยํ ตติยํ กตํ.
“ทุติยฌานตามจตุกกนัยเ มื่อจำแนกเป็น ๒ ประการ จึงเป็นทุติยฌานและตติยฌาน ตามปัญจกนัย”
๙๗๗. ตติยํ ตํ จตุตฺถญฺจจ ตุตฺถํ ปญฺจมํ อิธ
ปฐมํ ปฐมํเยว อยเมตฺถ วิเสสตา.
“ตติยฌานและจตุตถฌาน[ตามจตุกกนัย] เป็นจตุตถฌานและปัญจมฌานตามปัญจก-นัย ปฐมฌานก็ยังเป็นปฐมฌานเช่นกัน ทั้งหมดนี้เป็นความต่างกันในเรื่องนี้”