๙๗๐. ชายตาวชฺชนํ จิตฺตํ ตสฺมึ อารมฺมเณ ตโต
ชวนานิ จ ชายนฺเต ตสฺส จตฺตาริ ปญฺจ วา.
“เมื่อเธอผู้มีสติบรรลุตติยฌานแล้ว ควรสั่งสมความชำนาญด้วยดีโดยอาการทั้ง๕ ในตติยฌาน แล้วออกจากตติยฌานที่คล่องแคล่วนั้นเ ห็นโทษในฌานว่าตติยฌานสมาบัตินี้ มีองค์ฌานอ่อนกำลังกว่าจตุตถฌาน เพราะสุขมีสภาพหยาบ ด้วยการใส่ใจว่าฌานสมาบัตินี้ มีปีติเป็นโทษใกล้ และมีสุขอย่างเดียวในฌานนี้ จึงเห็นจตุตถฌานว่าละเอียดกว่า เธอคลาย ความพอใจในตติยฌานแล้วพึงเจริญภาวนาตามลำดับเพื่อการบรรลุจตุตถฌานต่อไปอีก ลำดับนั้นเ มื่อเธอผู้มีสติสัมปชัญญะออกจากตติยฌานแล้วพิจารณาองค์ฌานอยู่ สุขย่อมปรากฏโดยความเป็นองค์หยาบ อุเบกขาและความมีอารมณ์เดียวแห่งจิต (เอกัคคตา) ย่อมปรากฏว่าละเอียด เธอกระทำปฏิภาคนิมิตไว้ในใจบริกรรมว่า ปฐวีปฐวีเพื่อละองค์ฌาน หยาบและบรรลุองค์ฌานละเอียด อาวัชชนจิตทางมโนทวารย่อมเกิดแก่เธอโดยรับเอาปฐวี-กสิณนั้นเป็นอารมณ์ ตัดกระแสภวังค์โดยอาการว่า จตุตถฌานจักเกิดขึ้น ณ บัดนี้ ต่อจาก นั้น ชวนจิต๔ห รือ ๕ ดวงย่อมเกิดแก่เธอในอารมณ์นั้น”
[สุขคือ โสมนัสเวทนาที่มีลักษณะเสวยอารมณ์ที่น่าพอใจ จึงมีสภาพกระเพื่อมไม่มั่นคง ทั้ง เป็นเหตุใกล้ให้เกิดราคะ จึงมีสภาพหยาบ]
๙๗๑. อวสาเน ปเนกํ ตุ เตสํ ชวนเจตสํ
รูปาวจริกํ โหติ จตุตฺถชฺฌานมานสํ.
“จตุตถฌานจิตดวงเดียวในที่สุดของชวนจิตเหล่านั้น เป็นรูปาวจรชวนะ”
๙๗๒. เอกงฺควิปฺปหีนํ ตุ ทฺวีหิ องฺเคหิ โยคโต
จตุตฺถํ ปนิทํ ฌานํ ทุวงฺคนฺติ ปวุจฺจติ.
“จตุตถฌานนี้ที่ละองค์ฌาน ๑ ชื่อว่ามีองค์ฌาน ๒ เพราะประกอบด้วยองค์ฌาน ๒”
๙๗๓. เอวํ ติวิธกลฺยาณํ ทสลกฺขณสํยุตํ
จตุตฺถาธิคตํ โหติ ภิกฺขุนา ภาวนามยํ.