๑๐๗๘. ตโต ปภุติ สพฺพมฺปิ ปฏิโลมกฺกมา ปน
สพฺพมาวชฺชิตพฺพํ ตํ ทิวเส รตฺติยํ กตํ.
“ต่อจากนั้นพึงนึกถึงเรื่องทั้งหมดย้อนลำดับไป โดยนึกถึงเรื่องดังกล่าวที่ทำไว้ใน เวลากลางวันและกลางคืนทั้งหมด”
๑๐๗๙. ปฏิโลมกฺกเมเนว ทุติเย ตติเยปิ จ
ทิวเส ปกฺขมาเสสุ ตถา สํวจฺฉเรสุปิ.
๑๐๘๐. ยาว อสฺมึ ภเว สนฺธิ ตาว เตน จ ภิกฺขุนา
กตมาวชฺชิตพฺพํ ตํ ปุริมสฺมึ ภเวปิ จ.
๑๐๘๑. จุติกฺขเณปิ นิพฺพตฺตํ นามรูปญฺจ สาธุกํ
เอวมาวชฺชิเต ตสฺมึ นามรูเป ยทา ปน.
๑๐๘๒. ตเทวารมฺมณํ กตฺวา นามรูปํ จุติกฺขเณ
มโนทฺวาเร มนกฺกาโร อุปฺปชฺชติ ตทา ปน.
๑๐๘๓. อาวชฺชเน นิรุทฺธสฺมึ ตเทวารมฺมณํ ปน
กตฺวา ชวนจิตฺตานิ โหนฺติ จตฺตาริ ปญฺจ วา
ปุพฺเพ วุตฺตนเยเนว เสสํ เญยฺยํ วิภาวินา.
“เธอพึงนึกถึงเรื่องที่ทำไว้ในวันที่ ๒วันที่ ๓ปักษ์ เดือน ปี จนถึงปฏิสนธิขณะใน ภพนี้ ทั้งนึกถึงรูปนามที่เกิดขึ้นในจุติขณะของภพที่ผ่านมา โดยย้อนลำดับไป
เมื่อเธอนึกถึงรูปนามนั้นอย่างนี้ มโนทวาราวัชชนจิตย่อมเกิดขึ้นรับอารมณ์คือรูป นามในจุติขณะ ครั้นจิตดังกล่าวดับไปแล้วชวนจิต๔ห รือ ๕ ดวงย่อมเกิดขึ้นรับเอารูปนาม เป็นอารมณ์ บัณฑิตพึงทราบข้อความอื่นตามนัยที่ได้กล่าวมาแล้ว”
[ญาณที่รู้ตั้งแต่เวลานั่งครั้งสุดท้ายเรื่อยไปจนถึงขณะปฏิสนธิชื่อว่าป ริกัมมสมาธิญาณ (ญาณ ที่เกิดจากบริกรรมสมาธิ)ไ ม่จัดเป็นปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เพราะยังไม่รับอารมณ์ที่เป็นธรรมซึ่งเคย อยู่ในภพก่อน ต่อเมื่อเกิดอัปปนาจิตคืออ ภิญญาจิตที่รับเอารูปนามของจุติจิตในภพก่อนเป็นอารมณ์