Abhidhammāvatāra

คัมภีร์อภิธัมมาวตาร

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

<< | หน้าที่ 374 | >>

จึงจัดเป็นปุพเพนิวาสานุสสติญาณ]

๑๐๘๔. ปริกมฺมาทินามานิ ปุริมานิ ภวนฺติ ตุ
ปจฺฉิมํ อปฺปนาจิตฺตํ รูปาวจริกํ ภเว.

“ชวนจิตดวงแรกๆ ได้ชื่อว่าบ ริกรรม เป็นต้นส่วนจิตดวงสุดท้ายเป็นอัปปนาจิต ที่เป็นรูปาวจร”

๑๐๘๕. เตน จิตฺเตน ยํ ญาณํ สํยุตฺตํ เตน ยา ปน
สํยุตฺตา สติ สา ปุพฺเพ- นิวาสานุสฺสตีริตา.
ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ.

“สติที่ประกอบกับญาณที่ประกอบด้วยอัปปนาจิตนั้น พระศาสดาตรัสเรียกว่าปุพเพ-นิวาสานุสสติ” จบ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ทิพยจักษุญาณ

๑๐๘๖. รูปํ ปสฺสิตุกาเมน ภิกฺขุนา ทิพฺพจกฺขุนา
กสิณารมฺมณํ ฌานํ อภิญฺญาปาทกํ ปน.
๑๐๘๗. อภินีหารกฺขมํ กตฺวา เตโชกสิณเมว วา
โอทาตกสิณํ วาปิ อาโลกกสิณมฺปิ วา.
๑๐๘๘. อิเมสุ กตปุญฺเญหิ กสิเณสุ จ ตีสุปิ
อาโลกกสิณํ เอตฺถ เสฏฺฐนฺติ ปริทีปิตํ.

“ภิกษุผู้ปรารถนาจะเห็นรูปด้วยทิพยจักษุพึงกระทำฌานที่มีกสิณเป็นอารมณ์ให้ น้อมไปสู่ทิพยจักษุได้ ผู้ได้สั่งสมกุศลไว้ในกสิณทั้ง๓อ ย่างนี้ คือ เตโชกสิณ โอทาตกสิณ และ อาโลกกสิณพึงกระทำกสิณดังกล่าวให้เป็นเหตุเกิด[ของทิพยจักษุญาณ] พระอรรถกถาจารย์แสดงว่า อาโลกกสิณเป็นกสิณดีเลิศในกสิณเหล่านี้”

[อาโลกกสิณมีสภาพแผ่แสงสว่างไปโดยปกติ จึงจัดว่าเป็นกสิณดีเลิศในการทำทิพยจักษุญาณ]

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka