๑๐๘๙. ตสฺมา ตมิตรํ วาปิ อุปฺปาเทตฺวา ยถากฺกมํ
อุปจารภูมิยํเยว ฐตฺวา ตํ ปน ปณฺฑิโต.
๑๐๙๐. วฑฺเฒตฺวาน ฐเปตพฺพํ น อุปฺปาเทยฺย อปฺปนํ
อุปฺปาเทติ สเจ โหติ ปาทกชฺฌานนิสฺสิตํ.
“ดังนั้นผู้มีปัญญาพึงเจริญอาโลกกสิณหรือกสิณ[สองอย่าง]อื่นตามลำดับแล้วตั้งอยู่ ในอุปจารภูมิแล้วขยายกสิณไปพักไว้ ไม่ควรทำอัปปนาให้เกิดถ้าทำอัปปนาให้เกิดก สิณก็จะ เป็นอารมณ์ของปาทกฌาน”
[อุปจารภูมิ คือ บริกรรมจิตที่ทำให้เกิดแสงสว่างได้ตลอดเวลา]
๑๐๙๑. ฌานสฺส วฑฺฒิตสฺสนฺโต- คตํ รูปํ ตุ โยคินา
ปสฺสิตพฺพํ ภเว รูปํ ปสฺสโต ปน ตสฺส ตํ.
๑๐๙๒. ปริกมฺมสฺส วาโร หิ อติกฺกมติ ตาวเท
อาโลโกปิ ตโต ตสฺสขิปฺปมนฺตรธายติ.
๑๐๙๓. ตสฺมึ อนฺตรหิเต รูป- คตมฺปิ จ น ทิสฺสติ
เตนาถ ปาทกชฺฌานํ ปวิสิตฺวา ตโต ปุน.
๑๐๙๔. วุฏฺฐาย ปน อาโลโก ผริตพฺโพว ภิกฺขุนา
เอวํ อนุกฺกเมเนว อาโลโก ถามวา สิยา.
“นักปฏิบัติพึงเพ่งดูรูปภายในฌานที่ได้เจริญแล้ว[ ไ ม่ควรเพ่งรูปภายนอกด้วยตาเนื้อ] เมื่อเธอเพ่งดูรูปอยู่ วาระแห่งบริกรรมย่อมล่วงพ้นไปในขณะนั้นดังนั้นแ ม้แสงสว่างก็จะหาย ไปทันทีเมื่อแสงสว่างหายไป รูปก็ไม่ปรากฏ หากเป็นตามนี้ เธอพึงเข้าปาทกฌานแล้วออกจากปาทกฌานแผ่แสงสว่างไป แสงสว่างจึงมีกำลังตามลำดับอย่างนี้”
[บริกรรม หมายถึงอุปจารฌานที่รับเอาอารมณ์คืออาโลกกสิณ เตโชกสิณห รือโอทาตกสิณ