“ลำดับแห่งการเกิดทิพยจักษุญาณพึงทราบดังนี้ คือเ มื่อมโนทวาราวัชชนจิตเกิด ขึ้นรับอารมณ์คือรูปดังกล่าวนั้นแล้ว ชวนจิตย่อมเกิดขึ้นรับเอารูปเป็นอารมณ์ ชวนจิต เหล่านั้นที่มี๔ห รือ ๕ ดวง เป็นกามาวจรจิตบัณฑิตพึงทราบข้อความอื่นตามนัยที่ได้กล่าว มาแล้ว”
๑๑๐๐. อตฺถสาธกจิตฺตํ ตํ จตุตฺถชฺฌานิกํ มตํ
ตํจิตฺตสํยุตํ ญาณํ ทิพฺพจกฺขุนฺติ วุจฺจติ.
“จิตที่ให้สำเร็จประโยชน์ [คือการเห็นรูป] เป็นจิตประกอบด้วยจตุตถฌาน ญาณที่ ประกอบกับจิตนั้นได้ชื่อว่า ทิพยจักษุ”
๑๑๐๑. อนาคตํสญาณสฺส ยถากมฺมุปคสฺส จ
ปริกมฺมํ วิสุํ นตฺถิ อิชฺฌนฺติ ทิพฺพจกฺขุนา.
“อนาคตังสญาณและยถากัมมุปคญาณ ไม่มีบริกรรมโดยเฉพาะ ญาณทั้งสองย่อม สำเร็จด้วยทิพยจักษุ”
[อนาคตังสญาณ คือ ญาณที่รู้เรื่องในอนาคต ยถากัมมุปคญาณ คือ ญาณที่รู้เห็นสัตว์ผู้เป็น ไปตามกรรม เมื่อนักปฏิบัติเพ่งดูเหล่าสัตว์ด้วยทิพยจักษุแล้วย่อมสามารถรู้เห็นกรรมที่ได้กระทำไว้ พร้อมทั้งรู้เห็นเรื่องในอนาคตของพวกเขาได้ ดังนั้นเ มื่อบรรลุทิพยจักษุญาณก็จัดว่าบรรลุอนาคตังส-ญาณและยถากัมมุปคญาณ ญาณทั้งสองอย่างนี้เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของทิพยจักษุญาณ]
๑๑๐๒. จุตูปปาตญาณมฺปิ ทิพฺพจกฺขุนฺติ วา ปน
อตฺถโต เอกเมเวทํ พฺยญฺชเน ปน นานตา.
ทิพฺพจกฺขุญาณํ.
“ญาณทั้งสองนี้คือจุตูปปาตญาณและทิพยจักษุญาณ เหมือนกันโดยองค์ธรรม ต่างกัน เพียงรูปคำเท่านั้น” จบ ทิพยจักษุญาณ
[จุตูปปปาตญาณ คือ ญาณที่รู้เห็นจุติและปฏิสนธิของเหล่าสัตว์ นั่นก็คือทิพยจักษุญาณที่เห็น