อยู่ภายนอกกรรม กรรมก็ไม่มีในวิบาก ฉันนั้น [แม้กรรมและวิบากจะเป็นคนละอย่างกันวิบาก ก็เกิดโดยอาศัยกรรมได้ เหมือนไฟที่เกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัยร่วมกันคือ แสงแดด แก้ว สุริยกานต์ (แก้วรวมแสง) และเชื้อไฟ] กรรมปราศจากผล[อยู่ภายใน] ผลไม่มีอยู่ในกรรม แต่เมื่อผลอาศัยกรรมแล้วจึงเกิด จากกรรมได้ โดยแท้จริงแล้ว เทพหรือพรหมผู้สร้างสังสารวัฏย่อมไม่มีในสภาวธรรมนี้ สภาว-ธรรมล้วนๆ ที่มีกลุ่มเหตุเป็นปัจจัยย่อมดำเนินไป”
การเกิดขึ้นของกังขาวิตรณวิสุทธิ
๑๒๕๙. เอวํ นานปฺปกาเรหิ นามรูปสฺส ปจฺจยํ
ปริคฺคเหตฺวา อทฺธาสุ ตริตฺวา กงฺขมุฏฺฐิตํ.
๑๒๖๐. กงฺขาวิตรณํ นาม ญาณํ ตํ สมุทีริตํ
ธมฺมฏฺฐิติ ยถาภูตํ ตํ สมฺมาทสฺสนนฺติปิ.
“ญาณที่กำหนดรู้ปัจจัยของรูปนามด้วยประการต่างๆ อย่างนี้ ข้ามความสงสัยใน กาลทั้ง๓นั้น พระศาสดาตรัสเรียกว่ากังขาวิตรณญาณ บ้าง ธัมมัฏฐิติญาณ บ้าง ยถาภูต-ญาณ บ้าง สัมมาทัสสนญาณ บ้าง”
[กังขาวิตรณญาณ คือ ญาณข้ามความสงสัย ธัมมัฏฐิติญาณ คือ ญาณที่ดำเนินไปในเหตุซึ่งเป็นที่ตั้งของผล ยถาภูตญาณ คือ ญาณที่รู้เห็นตามความเป็นจริง สัมมาทัสสนญาณ คือ ญาณรู้เห็นโดยชอบ]
คำลงท้ายปริจเฉท
๑๒๖๑. อิมินา ปน ญาเณน สํยุตฺโต พุทฺธสาสเน
โหติ ลทฺธปติฏฺโฐว โสตาปนฺโน หิ จูฬโก.
“ผู้กอปรด้วยกังขาวิตรณญาณนี้เป็นเช่นกับได้รับที่ตั้งในพระพุทธศาสนา ได้ชื่อว่า