ตอบว่า:บัณฑิตพึงแสดงว่า พระศาสดาตรัสอุเบกขาเวทนาเท่านั้นในจิต ๔ ดวง นี้ เพราะการกระทบเสียดสีอุปาทายรูปด้วยอุปาทายรูป มีกำลังทราม”
[จักขุประสาทเป็นอุปาทายรูปรูปารมณ์ก็เป็นอุปาทายรูป การกระทบระหว่างอุปาทายรูป มีกำลังน้อย อุเบกขาเวทนาจึงประกอบในจักขุวิญญาณ แม้โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ และชิวหาวิญญาณ ก็มีนัยเดียวกันนี้]
๘๖. ปสาทํ ปนติกฺกมฺมกูฏํว ปิจุปิณฺฑกํ
ภูตรูเปน ภูตานํ ฆฏฺฏนาย สุขาทิกํ.
“กายวิญญาณมีสุขเวทนาเป็นต้นได้ เพราะภูตรูปล่วงเลยกายประสาทแล้วไปกระทบ กับภูตรูป[ จึงมีกำลัง] เหมือนฆ้อนล่วงเลยปุยนุ่นไป[กระทบกับทั่ง]”
[กายประสาทเป็นอุปาทายรูป โผฏฐัพพารมณ์ก็เป็นรูปที่มีธาตุทั้ง๓คือ ปฐวีธาตุเตโชธาตุ และวาโยธาตุมาก ดังนั้นสุขเวทนาและทุกขเวทนาจึงประกอบได้ในกายวิญญาณ เพราะการกระทบ ของปฐวีธาตุในอุปาทายรูปกับปฐวีธาตุในโผฏฐัพพารมณ์]
ตสฺมา กายวิญฺญาณํ สุขาทิสมฺปยุตฺตนฺติเวทิตพฺพํ. มโนธาตุนา สมฺปยุตฺตา สรูเปนา-คตา จกฺขุวิญฺญาเณน สทฺธึ วุตฺตา, วิตกฺกวิจาเรหิ สห อฏฺฐ, อธิโมกฺขมนสิกาเรหิ ทฺวีหิ เยวาปนเกหิทส ธมฺมา โหนฺติ. ตถา มโนวิญฺญาณธาตุอุเปกฺขาสหคเตน. โสมนสฺสสหคเตน ปีติอธิกา เวทนาปริวตฺตนญฺจ นานตฺตํ.ต สฺมาเวตฺถ เอกาทส ธมฺมา โหนฺติ. เอวํ อเหตุกาปิ กามาวจรวิปากเจตสิกา เวทิตพฺพา.
“ดังนั้น กายวิญญาณจิตจึงประกอบกับสุขเวทนาเป็นต้น เจตสิกที่ประกอบในมโนธาตุตรัสไว้โดยระบุชื่อ ๖ ดวงที่กล่าวมาแล้วพร้อมกับจักขุ-วิญญาณจิตพ ร้อมด้วยวิตกและวิจาร รวมเป็น ๘ ดวง และพร้อมด้วยเยวาปนกเจตสิก๒ ดวง คืออ ธิโมกข์ และมนสิการ รวมเป็น ๑๐ ดวง เจตสิกที่เกิดร่วมกับอุเบกขาอันเป็นมโนวิญญาณ ก็เช่นเดียวกัน [มี ๑๐ ดวง] เจตสิกที่เกิดร่วมกับโสมนัส เพิ่มปีติ และเปลี่ยนเวทนาเสีย ก็เป็นความต่างกัน