Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 20 หน้าที่ 211

เล่ม มมร. 20 หน้า 211 ข้อ 96
เสริฐกว่าอภัยราชกุมารพันเท่าแสนเท่า ทรงพระพุทธดำริว่า จักทรงทำเด็กนี้ แหละให้เป็นข้ออุปมา ทำลายวาทะของอภัยราชกุมารนั้นเสีย จึงตรัสว่า กึ มญฺสิ ราชกุมาร เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุเข อาหเรยฺย แปลว่า ตั้งไว้ในปาก. คำว่า อาหเรยฺยสฺสาหํ แก้เป็น อปเนยฺยํ อสฺส อหํ. บทว่า อาทิเกเนว แปลว่า ด้วยประโยคแรกเท่านั้น. บทว่า อภูตํ แปลว่า มีใจความไม่เป็น จริง. บทว่า อตจฺฉํ แปลว่า ไม่เปล่าประโยชน์. บทว่า อนตฺถสญฺหิตํ แปลว่า ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่อาศัยความเจริญ. บทว่า อปฺปิยา อมนาปา แปลว่า ไม่น่ารัก ไม่น่าพอใจ. พึงทราบความในที่ทุกแห่ง โดย นัยนี้นี่แล. บรรดาวาจาสองฝ่ายนั้น ในฝ่ายวาจาไม่เป็นที่รัก วาจาแรกที่เป็น ไป ตู่คนที่ไม่ใช่โจรว่าโจร ตู่คนที่ไม่ใช่ทาสว่าทาส ตู่คนที่ไม่ใช่ผู้ประกอบ กรรมชั่วว่า คนประกอบกรรมชั่ว ตถาคตไม่กล่าวาจานั้น วาจาที่สองเป็นไป ด้วยอำนาจวาจาที่ชี้ผู้เป็นโจรเท่านั้นว่า ผู้นี้โจร ดังนี้เป็นต้น ตถาคตไม่ กล่าววาจาแม้นั้น บัดนี้พึงทราบวาจาที่สาม คือวาจาที่กล่าวด้วยมุ่งประโยชน์ เป็นเบื้องหน้า ด้วยมุ่งธรรมเป็นเบื้องหน้า ด้วยมุ่งสั่งสอนเป็นเบื้องหน้าแก่ มหาชนอย่างนี้ว่า เพราะความที่ท่านไม่ได้ทำบุญไว้ ท่านจึงยากจน มีผิว- พรรณทราม มีอำนาจน้อย แม้ดำรงอยู่ในโลกนี้แล้วก็ยังไม่ทำบุญอีก ใน อัตภาพที่สอง ท่านจะพ้นจากอบาย ๔ ได้อย่างไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาลญฺญู ตถาคโต ความว่า ตถาคตเป็นผู้รู้กาล เพื่อประโยชน์แก่การ พยากรณ์วาจานั้น ในการพยากรณ์ที่สามนั้น อธิบายว่า ตถาคตรู้กาลที่ถือ เอาของที่ควรถือกาลที่ยอมรับของมหาชนแล้วจึงพยากรณ์ ในฝ่ายวาจาเป็นที่รัก วาจาแรกชื่อว่า ถ้อยคำที่ไม่ควรตั้งไว้ ถ้อยคำที่ไม่ควรตั้งไว้นั้นพึงทราบอย่างนี้.
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka