Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 20 หน้าที่ 317

เล่ม มมร. 20 หน้า 317 ข้อ 159
ถ้าเช่นนั้นพึงมีคำถามว่า ผิว่า สังโยชน์เป็นอย่างนั้น อนุสัยไม่เป็น อย่างนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกพระเถระ อุปมาด้วยเคน หนุ่มก็เป็นการปรารมภ์ที่ไม่ดีน่ะซิ. มิใช่ยกขึ้นไม่ดี. เพราะบทนี้ว่า เอวํ ลทฺธิกตฺตา เพราะมีลัทธิอย่างนี้ กล่าวพิสดารแล้ว. ฉะนั้น กิเลสนั้นชื่อว่า สังโยชน์ เพราะเป็นเครื่องผูก ชื่อว่า อนุสัย เพราะละไม่ได้. เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ สานุสยา ปหียติ สักกายทิฏฐิ พร้อมด้วยอนุสัยอันพระอริยบุคคลละได้. หมายเอาความนี้. ในบทมีอาทิว่า ตจํ เฉตฺวา ถากเปลือก บทนี้แสดงความเปรียบ เทียบ. พึงเห็นว่าสมาบัติดุจการถากเปลือก. พึงเห็นวิปัสสนาดุจการถากกระพี้. พึงเห็นมรรคดุจการถากแก่น. อนึ่ง ปฏิปทาเจือด้วยโลกิยะและโลกุตตระนั่น แหละจึงควร. บทว่า เอวเมเต ทฏฺพฺพา คือ พึงเห็นบุคคลเห็นปานนั้น ฉันนั้น. บทว่า อุปธิวิเวกา คือ เพราะอุปธิวิเวก. ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงความสงัด จากกามคุณ ๕. ด้วยบทนี้ว่า อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานา เพราะละ อกุศลธรรมได้ ท่านกล่าวถึงการละนิวรณ์. ด้วยบทนี้ว่า กายทุฏฺฐุลฺลานํ ปฏิปสฺสทฺธิยา ท่านกล่าวถึงการระงับความคร้านกาย. บทว่า วิวิจฺเจว กาเมหิ สงัดจากกาม คือ เป็นผู้เว้นจากกามด้วยอุปธิวิเวก. บทว่า วิวิจฺจ อกุสเลหิ สงัดจากอกุศล คือ เป็นผู้เว้นจากอกุศล ด้วยการละอกุศลธรรมและ ด้วยการระงับความคร้าน. บทว่า ยเทว ตตฺถ โหติ คือ ธรรมชาติมีรูปเป็นต้น อันตั้งอยู่ ในสมาบัติ ย่อมมีในภายในสมาบัตินั้นและในขณะแห่งสมาบัติ. บทว่า เต ธมฺเม ได้แก่ ธรรมเหล่านั้นมีรูปเป็นต้น ดังกล่าวแล้วโดยนัยมีอาทิว่า รูปคตํ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka