ในบทเหล่านั้นบทว่า อจฺจโย คือ โทษ. บทว่า มํ อจฺจคมา ได้
ครอบงำข้าพระองค์คือโทษได้ล่วงล้ำครอบงำข้าพระองค์เป็นไปแล้ว. บทว่า
ปฏิคฺคณฺหาตุ คือขอจงทรงยกโทษ. บทว่า อายตึ สํวราย เพื่อความสำรวม
ต่อไป คือ เพื่อต้องการความสำรวมในอนาคต เพื่อไม่ทำความผิดความพลั้ง-
พลาดเห็นปานนี้อีก. บทว่า ตคฺฆ คือโดยแน่นอน. บทว่า ยถาธมฺมํ ปฏิกโรสิ
เธอทำคืนตามชอบธรรม คือ เธอดำรงอยู่ ในธรรมอย่างใดจงทำอย่างนั้น.
อธิบายว่า ให้ยกโทษ. บทว่า ตนฺเต มยํ ปฏิคฺคณฺหาม คือเรายกโทษของ
ท่านนั้น. บทว่า วุฑฺฒิ เหสา ภทฺทาลิ อริยสฺส วินเย ความว่า ดูก่อน
ภัททาลิ นี้ชื่อว่าเป็นความเจริญในวินัยของพระอริยเจ้า คือในศาสนาของพระ-
ผู้มีพระภาคพุทธเจ้า. การเห็นโทษโดยความเป็นโทษแล้วทำคืนตามสมควรแก่
ธรรมแล้วถึงความสำรวมต่อไปเป็นอย่างไร. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุ
ใดทำเทศนาให้เป็นบุคลาธิษฐาน เห็นโทษโดยความเป็นโทษ แล้วทำคืนตาม
สมควรแก่ธรรม ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมถึงความสำรวมต่อไป.
บทว่า สมโยปิ โข เต ภทฺทาลิ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า
ดูก่อนภัททาลิ แม้เหตุหนึ่งอันควรที่เธอพึงแทงตลอดมีอยู่. เธอก็มิได้แทง
ตลอด มิได้กำหนดไว้.
พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า อุภโตภาควิมุตฺโต พระอริยบุคคล
ชื่อว่า อุภโตภาควิมุตเป็นต้น ดังต่อไปนี้. บุคคลทั้งหลายผู้มีความพร้อมเพรียง
ด้วยมรรคในขณะจิตหนึ่ง ๒ จำพวกคือ พระอริยบุคคลชื่อธรรมานุสารี ๑
พระอริยบุคคลชื่อสัทธานุสารี ๑. การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงให้พระอริย-
บุคคล ๗ จำพวกเหล่านี้ทำตามคำสั่งก็ไม่ควร. เพราะเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงออกคำสั่งแล้ว พระอริยบุคคลเหล่านั้นก็ไม่ควรเพื่อทำอย่างนั้น. อนึ่งเพื่อ