บรรลุสุขอื่นอันสงบกว่าด้วยสามารถแห่งฌาน ๒ และมรรค ๔ ในเบื้องบน.
อภิชฌาเป็นต้นเหล่านี้ ย่อมครอบงำจิตของภิกษุนั้นตั้งอยู่. ในบทเหล่านั้น
บทว่า อรติ ได้แก่ ความเป็นผู้หน่ายในธรรมอันเป็นอธิกุศล. บทว่า ตนฺที
ความเฉื่อยชา คือ ความเป็นผู้เกียจคร้าน. ภิกษุใดบวชแล้วอย่างนี้ไม่สามารถ
ทำกิจของนักบวชได้. ธรรมลามก ๗ อย่างเหล่านี้เกิดแก่ภิกษุนั้น แล้วย่อม
ครอบงำจิต. พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงดังนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อทรงแสดง
ว่า ธรรมเหล่านั้นย่อมครอบงำจิตของภิกษุใดทั้งอยู่ ภิกษุนั้นไม่สามารถทำ
แม้กิจของสมณะได้ จึงตรัสว่า วิเวกํ อนุรุทฺธา ฯ ล ฯ อญฺํ วา ตโต
สนฺตตรํ ดูก่อนอนุรุทธะทั้งหลาย บุคคลยังไม่เป็นผู้สงัดจากกาม สงัดจาก
อกุศลธรรม บรรลุปีติและสุข หรือสุขที่สงบกว่านั้นอีก.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงแสดงธรรมฝ่ายดำอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อ
ทรงแสดงธรรมฝ่ายขาวโดยนัยนั้น จึงตรัสบทมีอาทิว่า วิเวกํ ดังนี้อีก. พึง
ทราบอรรถแห่งบทนั้นโดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. บทว่า สงฺขาย พิจารณา
แล้วคือ รู้แล้ว. บทว่า เอกํ คือ บางอย่าง. บทว่า ปฏิเสวติ ย่อมเสพ คือ
ย่อมเสพสิ่งที่ควรเสพ. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
บทว่า อุปปตฺตีสุ พฺยากโรติ ตถาคตพยากรณ์ในภพที่เกิด คือ
จงพยากรณ์ในภพพร้อมด้วยปฏิสนธิยกไว้. จะทรงพยากรณ์ในภพที่ยังไม่ปฏิ-
สนธิได้อย่างไร. เมื่อกล่าวว่า ปฏิสนธิในภพใหม่ มิได้มีแก่ผู้ยังไม่มีปฏิสนธิ
ชื่อว่า ทรงพยากรณ์ในภพที่เกิด. บทว่า ชนกุกนตฺถํ คือ เพื่อให้คนพิศวง.
บทว่า ชนลปนตฺถํ คือ เพื่อเกลี้ยกล่อมมหาชน. บทว่า น อิติ มํ ชโน
ชานาตุ ชนจงรู้จักเราด้วยเหตุนี้ก็หามิได้ คือ มหาชนจักรู้อย่างนี้. อธิบายว่า
ไม่ทรงพยากรณ์ด้วยเหตุแม้นี้ว่า กิตติศัพท์ของเราจักฟุ้งขึ้นในระหว่างมหาชน