Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 20 หน้าที่ 543

เล่ม มมร. 20 หน้า 543 ข้อ 313
สันทกะเมื่อจะวิงวอนขอพระธรรมเทศนา จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สาธุ วต ภวนฺตํเยว ดีละหนอ กถาที่เป็นธรรมจงแจ่มแจ้งแก่ท่านผู้เจริญเถิด. ใน บทเหล่านั้นบทว่า อาจริยเก คือในลัทธิของอาจารย์. บทว่า อนสฺสาสิกานิ พรหมจรรย์อันเว้นความยินดี คือไม่มีความปลอดโปร่ง. บทว่า สสกฺกํ เป็น นิบาตลงในอรรถว่าโดยส่วนเดียว. อธิบายว่า วิญญูชนไม่พึงอยู่พระพฤติโดย ส่วนเดียว. ท่านอธิบายว่า ส่วนอวิญญูชนเมื่ออยู่ประพฤติไม่พึงให้ยินดี ไม่ พึงให้สำเร็จ ไม่พึงทำให้บริบูรณ์. บทว่า ายํ ธมฺมํ กุสลํ ยังกุศลธรรม เครื่องออกไป คือชื่อว่ากุศลธรรมเพราะอรรถว่าไม่มีโทษอันเป็นเหตุ. บทว่า อิธ คือในโลกนี้. บทมีอาทิว่า นตฺถิ ทินฺนํ ทานที่ให้แล้วไม่มีผลท่านกล่าวไว้แล้วใน สาเลยยกสตรี. บทว่า จาตุมหาภูติโก คือสำเร็จด้วยมหาภูตรูป ๔. บทว่า ปวี ปวีกายํ ธาตุดินไปตามธาตุดิน คือธาตุดินภายในไปตามธาตุดิน ภายนอก. บทว่า อนุเปติ คือไปตาม. บทว่า อนุปคจฺฉติ ไปตามเป็น ไวพจน์ของ บทว่า อนุเปติ. นั้น เป็น อนุคจฺฉติ ก็มี. แม้ด้วยบททั้งสอง นี้ท่านแสดงว่า อุเปติ อุปคจฺฉติ คือเข้าไป. แม้ในธาตุน้ำเป็นต้นก็มีนัยนี้ เหมือนกัน. บทว่า อินฺทิริยานิ คือ อินทรีย์มีมนินทรีย์เป็นที่ ๖ ย่อมแล่นไป สู่อากาศ. บทว่า อาสนฺธิปญฺจมา คือมือมีเตียงเป็นที่ ๕ คือมีเตียงนั่งเป็นที่ ๕. อธิบายว่า เตียง และบุรุษ ๔ คนยืนจับเท้าเตียงทั้ง ๔. บทว่า ยาว อำหฬนา แค่ป่าช้า. บทว่า ปทานิ คือร่างกาย. คุณบททั้งหลายเป็นไปแล้วโดยนัยมี อาทิว่า ผู้นี้มีศีลอย่างนี้ ทุศีลอย่างนี้. ในบทว่า ปทานิ นี้ท่านประสงค์เอา สรีระ. บทว่า กาโปตกานิ คือมีสีดุจสีนกพิลาป. อธิบายว่ามีสีดุจปีกนกพิลาป. บทว่า ภสฺสนฺตาคือมีเถ้าเป็นที่สุด. ในบทนี้บาลีเป็นอย่างนี้. บทว่า อาหุติโย
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka