เราจักสงเคราะห์เขาด้วยธรรมกถาแล้วจักทำให้เป็นสาวกของตน จึงได้กล่าวคำ
มีอาทิว่า จตูหิ โข ดังนี้.
ในบทเหล่านั้นบทว่า ปญฺเปมิ เราบัญญัติ คือเราแสดงตั้งขึ้น.
บทว่า สมฺปนฺนกุสลํ คือมีกุศลบริบูรณ์. บทว่า ปรมกุสลํ มีกุศลอย่างยิ่ง
คือมีกุศลอุดม. บทว่า อโยชฺฌํ ไม่มีใครรบได้ คือไม่มีใครสามารถจะรบ
ด้วยวาทะให้หวั่นได้เป็นผู้ไม่หวั่นไม่ไหว มั่นคง. บทว่า น กโรติ คือย่อม
กล่าวเพียงไม่ทำเท่านั้น. อนึ่ง ในบทนี้อุคคาหมานปริพาชกไม่กล่าวถึงการละ
ด้วยความสำรวมหรือการพิจารณา. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน . บทว่า
เนว อภินนฺทติ ไม่ยินดี คือนายช่างไม้สำคัญว่า ธรรมดาพวกเดียรถีย์
ทั้งหลาย รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง ก็พูดส่งเดชไป จึงไม่ยินดี. บทว่า นปฺปฏิกฺโกสิ
ไม่คัดค้าน คือนายช่างไม้สำคัญว่า อุคคาหมานปริพาชกกล่าวดุจคล้อยตาม
ศาลนา ดุจอาการเลื่อมใสศาสนา จึงไม่คัดค้าน.
บทว่า ยถา อุคคาหมานสฺส เหมือนอย่างคำของอุคคาหมานปริพา-
ชก. พระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงว่า เราไม่กล่าวเหมือนอย่างคำของอุคคาหมาน-
ปริพาชกนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น เด็กอ่อนที่ยังนอนหงายอยู่จักเป็นสมณะที่ใคร
รบไม่ได้ จักเป็นสมณะมั่นคงน่ะซิ. บทว่า กาโยตปิ น โหติ แม้เพียงจะรู้ว่า
กายดังนี้ก็ยังไม่มี คือไม่มีความรู้วิเศษว่า กายของตนหรือกายของผู้อื่น. บทว่า
อญฺตฺร ผนฺทิตามตฺตา นอกจากจะมีเพียงอาการดิ้นรน คือย่อมมีเพียง
กายดิ้นรนด้วยการสัมผัสเถาวัลย์บนที่นอนหรือถูกเรือดกัด นอกจากนั้นแล้วก็
ไม่มีการทำทางกายอย่างอื่น. อนึ่ง กรรมนั้นจะมีก็ด้วยจิตประกอบด้วยกิเลส
เท่านั้น. บทว่า วาจาติปิ น โหติ แม้แต่จะรู้ว่าวาจาดังนี้ก็ยังไม่มี คือจะรู้
ความต่างกันว่า มิจฉาวาจา สัมมาวาจา ก็ไม่มี. บทว่า โรทิตมตฺตา นอก