อันมีสีไม่เสมอกัน. บทว่า เอวํวณฺโณ อตฺตา โหติ คนก็มีวรรณฉันนั้น
สกุลุทายีกล่าวคำนี้ว่า ตัวตนนั้นในเวลาเราตายย่อมรุ่งเรืองดุจขันธ์ในสุภกิณห-
เทวโลก หมายถึงขันธ์ที่เกิดในสุภกิณหเทวโลก.
บทว่า อยํ อิเมสํ อุภินฺนํ บรรดาวรรณทั้งสองเหล่านี้หิ่งห้อยใน
เวลาเดือนมืดในราตรีนี้งามกว่า ประณีตกว่า ความว่านัยว่ารัศมีของแก้วมณี
ไม่ซ่านออกภายนอก แสงของหิ่งห้อยตัวเล็กแผ่ออกไปเพียง ๑ นิ้ว ๒ นิ้ว และ
๔ นิ้ว ส่วนแสงของหิ่งห้อยตัวใหญ่ แผ่ออกไปแม้ประมาณเท่าบริเวณของลาน
นวดข้าว เพราะฉะนั้น สกุลุทายีจึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า วิทฺเธ คือ กระจ่าง
อธิบายว่า อยู่ไกลโดยปราศจากเมฆ. บทว่า วิคตวลาหเก คือ ปราศจากเมฆ.
บทว่า เทเว คือฝน. บทว่า โอสธิตารกา คือ ดาวพระศุกร์. จริงอยู่เพราะอา-
จารย์บางคนบอกกล่าวว่า ชนทั้งหลายย่อมถือเอาโอสถ โดยสัญญาณนั้นตั้งแต่
ดาวพระศุกร์ขึ้น ฉะนั้นดาวนั้นท่านจึงเรียกว่า โอสธิตารกา. บทว่า อภิโท
อฑฺฆรตฺตสมยํ คือ ดวงจันทร์ในเวลาเที่ยงคืนตรง. ด้วยบทนี้ท่านแสดงถึง
ดวงจันทร์ที่ตั้งอยู่ในสมัยคือในท่ามกลางท้องฟ้า. แม้ในบทว่า อภิโท มชฺฌนฺ-
ติเก ดวงอาทิตย์ในเวลาเที่ยงตรง ก็มีนัยที่เหมือนกัน. บทว่า ตโต โข คือ
เทวดาเหล่านั้นมีมากกว่า กว่านั้น. อธิบายว่า มีมากและมีมากกว่า. บทว่า อาภา
นานุโภนฺติ คือ สู้แสงพระจันทร์พระอาทิตย์ ไม่ได้. แสงพระจันทร์และ
พระอาทิตย์ย่อมส่องแสงสว่างไปด้วยแสงสว่างในตัวของตนเอง.
บัดนี้เพราะสกุลุทายี คิดว่าเราจักถามถึงโลกมีความสุขโดยส่วนเดียว
จึงนั่งนิ่งลืมคำถาม. ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงให้สกุลุทายี ระลึกถึง
คำถามได้ จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า กึ ปน อุทายิ เอกนฺตสุโข โลโก
ดูก่อนอุทายี โลกมีความสุขโดยส่วนเดียวมีอยู่หรือ. ในบทเหล่านั้น บทว่า