ตติยฌานให้เกิดแล้ว ตติยฌานยังไม่เสื่อม ทำกาละเกิดเป็นผู้มีอายุและวรรณ
เสมอเทวดาเหล่านั้น ในสุภกิณหโลก นี้ชื่อว่า ปฏิลาภสัจฉิกิริยา. ผู้ยัง
จตุตถฌานให้เกิดแล้วไปสู่สุภกิณหโลกด้วยการแสดงฤทธิ์แล้วดำรงอยู่สนทนา
ปราศรัยกับเทวดาเหล่านั้น นี้ชื่อว่า ปัจจักขสัจฉิกิริยา ตติยฌานของสัจ-
ฉิกิริยาแม้ทั้งสองนั้นชื่อว่าอาการวดีปฏิปทา ปฏิปทามีเหตุ ไม่ยังตติยฌานให้
เกิดก็ไม่สามารถเกิดในสุภกิณหโลกได้ (และ) ไม่สามารถยังจตุตถฌานให้เกิด
ได้. สกุลุทายีหมายถึงสัจฉิกิริยาทั้งสองแม้นี้จึงทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะ
เหตุทำให้แจ้งโลกมีสุขโดยส่วนเดียวนั้นแน่นอน. บทว่า อุทกมณิโก คือ
หม้อน้ำ. บทว่า. อนฺตรายมกาสิ บริษัทของสกุลุทายีได้ทำอันตราย คือได้
ทำอันตรายโดยที่สกุลุทายีปริพาชกไม่ได้บรรพชา เพราะอุปนิสัยวิบัติ.
ได้ยินว่า สกุลุทายีปริพาชกนี้ได้บวชในศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้า
ได้บำเพ็ญสมณธรรม. ครั้งนั้นภิกษุสหายของเขาคนหนึ่งกล่าวว่า อาวุโสเขา
เบื่อในศาสนาจักสึกละ. ภิกษุนั้นเกิดความโลภในบาตรและจีวรของภิกษุผู้เป็น
สหายนั้นจึงได้กล่าวถึงคุณของความเป็นคฤหัสถ์. ภิกษุสหายจึงให้บาตรและ
จีวรแก่ภิกษุนั้นแล้วก็สึก. ด้วยกรรมของภิกษุนั้น บัดนี้จึงเกิดอันตรายต่อการ
บรรพชาเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. สูตรก่อนของพระผู้มีพระ-
ภาคเจ้านั้นเป็นเพียงภาณวารที่เกิน. สูตรนี้เป็นภาณวารหลัก ด้วยประการฉะนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมโดยแบบแผนเพียงเท่านี้. การบรรลุมรรคผลไม่
เกิดแม้ด้วยเทศนาครั้งเดียว. แต่จักเป็นปัจจัยแก่ภิกษุนั้นในอนาคต เพราะเหตุ
นั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงธรรม. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นความที่
ธรรมนั้นจะเป็นปัจจัยในอนาคตเมื่อยังมีพระชนม์อยู่ จึงไม่ทรงแต่งตั้งภิกษุแม้
รูปหนึ่งไว้ในเอตทัคคะในเมตตาวิหารี (มีธรรมเป็นเครื่องอยู่คือเมตตา).
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่า ในอนาคตภิกษุนี้จักบวชในศาสนา
ของเราแล้วจักเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้เป็นเมตตาวิหารี. ภิกษุนั้นเมื่อพระผู้มีพระ-