Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 22 หน้าที่ 246

เล่ม มมร. 22 หน้า 246 ข้อ 197
บทว่า ยสสฺสี แปลว่า พรั่งพร้อมด้วยบริวาร. บทว่า อปฺปญฺาตา ได้แก่ ย่อมไม่ปรากฏในท่ามกลางสงฆ์เป็น ต้น เหมือนลูกศรที่ยิงไปในเวลากลางคืน. บทว่า อปฺเปสกฺขา แปลว่า มีบริวารน้อย. บทว่า อารญฺิโก คือ สมาทานธุดงค์มีอยู่ในป่าเป็นวัตร. แม้ใน ธุดงค์ที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้นั่นแล. ก็ในบาลีพระสูตรนี้ธุดงค์มา ๙ ข้อเท่านั้น. แต่โดยพิสดารธุดงค์นี้มี ๑๓ ข้อ . ในบรรดาธุดงค์ ๑๓ นั้น ธุดงค์ที่ควรจะพูด ถึงทั้งหมดนั้นได้พูดไว้แล้วในธุดงคนิทเทสในวิสุทธิมรรคโดยอาการทั้งปวง. ในบทว่า อตมฺมยตา ตัณหา เรียกว่า ตมฺมยตา อธิบายว่า ความ เป็นผู้ไม่มีตัณหา. บทว่า อตมฺมยตํ เจว อนฺตรํ กริตฺวา ความว่า ทำความเป็น ผู้ไม่มีตัณหานั่นแลให้เป็นเหตุ หรือกระทำไว้ในภายใน อธิบายว่า ให้เกิด ขึ้นในจิต. พึงทราบวินิจฉัยในนิโรธวาระต่อไป ก็เพราะเหตุที่พระอนาคามีและ พระขีณาสพทั้งหลายย่อมเข้า(นิโรธ) สมาบัตินั้นได้ ส่วนปุถุชนไม่มีสมาบัตินั้น เพราะฉะนั้นวาระที่ว่าด้วยอสัตบุรุษจึงละไว้ (ไม่พูดถึง). บทว่า น กิญฺจิ มญฺติ ได้แก่ ย่อมไม่สำคัญบุคคลไร ๆ ด้วย ความสำคัญ ๓ ประการ. บทว่า น กุหิญฺจิ มญฺติ ได้แก่ ย่อมไม่สำคัญในโอกาสไร ๆ. บทว่า น เกนจิ มญฺติ ได้แก่ ย่อมไม่สำคัญบุคคลนั้นแม้ด้วย วัตถุไร ๆ. คำที่เหลือในที่ทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล. จบ อรรถกถาสัปปุริสธรรมสูตรที่ ๓
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka