บทว่า อิติ เม จกฺขุํ ความว่า นัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งมาติกา ด้วย
อำนาจแห่งอายตนะ ๑๒ ในสูตรนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำมาติกาและ
วิภังค์ด้วยอำนาจแห่งขันธ์ห้า ในสามสูตรนี้ คือ ในหนก่อนสองสูตร และ
ในข้างหน้าหนึ่งสูตรซึ่งเป็นสูตรที่สี่ แต่ในสูตรนี้ ฝ่ายพระเถระได้นัยว่า
มาติกาว ปิตา จึงกล่าวอย่างนี้ เพื่อจำแนกอายตนะสิบสอง. ก็พระเถระ
เมื่อได้นัยนี้ได้ทำภาระหนัก. คือ แสดงรอยเท้าในที่ไม่มีรอยเท้า การทำรอย
เท้าในอากาศด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงพระสูตรนี้ นั้นเทียว
จึงทรงตั้งพระเถระนั้น ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหา-
กัจจานะเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นสาวกของเราที่จำแนกเนื้อความแห่ง
ภาษิตโดยย่อ ให้พิสดารได้.
ก็ในสูตรนี้ บทว่า จกฺขุํ ได้แก่ จักษุประสาท. บทว่า รูปา ได้แก่
รูปทั้งหลายอันมีสมุฏฐานสี่. พึงทราบแม้อายตนะที่เหลือ โดยนัยนี้ บทว่า
วิญฺาณํ ได้แก่ วิญญาณอันเที่ยง. บทว่า ตทภินนฺทติ ความว่า เพลิด-
เพลินจักษุและรูปนั้น ด้วยอำนาจแห่งตัณหาและทิฐิ. บทว่า อนฺวาคเมติ
ความว่า ไปตามด้วยตัณหาและทิฐิทั้งหลาย. ก็ในบทว่า อิติ เม มโน อโหสิ
อิติ ธมฺมา นั้นบทว่า มโน ได้แก่ ภวังคจิต. บทว่า ธมฺมา ได้แก่ธัม-
มารมณ์อันเป็นไปในภูมิสาม. บทว่า ปณิทหติ คือตั้งไว้ด้วยอำนาจแห่งความ
ปรารถนา บทว่า ปณิธานปจฺจยา ได้แก่ เพราะตั้งความปรารถนาไว้ คือ
เพราะเหตุ. บทที่เหลือในที่ทั้งปวง ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถามหากัจจานภัทเทกรัตตสูตรที่ ๓