เกิดขึ้นในอารมณ์ทั้งหลาย อันปานกลางที่ไม่น่าปรารถนา ก็ชื่อว่า กรรมให้
ผลเป็นอทุกขมสุข เพราะเกิดเวทนาที่สามในปฏิสนธิและประวัติอย่างนี้ คือ
เวทนาสี่ที่สัมปยุตด้วยจิตอันสหรคตด้วยอุเบกขา โดยกามาวจรกุศล เวทนาใน
จตุตถฌานโดยรูปาวจรกุศล. ก็ยังอทุกขมสุขโดยส่วนเดียวให้เกิดในกามาวจร
ปฏิสนธินั้นเทียว. ยังแม้สุขให้เกิดในอิฏฐารมณ์ที่เป็นไปแล้ว. อนึ่ง กรรมที่
ให้ผลเป็นสุข ย่อมเป็นไปด้วยอำนาจแห่งความเป็นไปแห่งปฏิสนธิ กรรมที่
ให้ผลเป็นอทุกขมสุขย่อนเป็นไปเหมือนกัน กรรมที่ให้ผลเป็นทุกข์ ย่อมเป็น
ไปด้วยอำนาจแห่งความเป็นไปเหมือนกัน. ก็ด้วยอำนาจแห่งทุกข์เวทนียกรรม
นั้น กรรมทั้งหมดย่อมเป็นไปด้วยอำนาจแห่งความเป็นไปนั้น เทียว.
บทว่า เอตสฺส ภควา ความว่า พระตถาคตทรงแสดงอาลัย เพื่อ
ทรงแสดงมหากัมมวิภังค์ เราทูลขอพระตถาคตแล้ว จักกระทำมหาวิภังคญาณ
ให้ปรากฏแก่พระภิกษุสงฆ์ดังนี้ แล้วกล่าวอย่างนี้ เพราะความที่คนฉลาดใน
การเชื่อมความ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหากมฺมวิภงฺคํ ได้แก่ การ
จำแนกมหากรรม. คำว่า บุคคลสี่เป็นไฉน ดูก่อนอานนท์ บุคคลบางคนใน
โลกนี้ ฯลฯ ย่อมเข้าถึงนรกนี้ เป็นมหากัมมวิภังคญาณภาชนะ แต่ก็เป็นมาติ-
กาฐปนะ เพื่อประโยชน์แก่มหากัมมวิภังคญาณภาชนะ. คำว่า ดูก่อนอานนท์
สมณะบางคนในโลกนี้ แต่ละคำเป็นอนุสนธิ. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ปรารภถึงอนุสนธินี้ เพื่อทรงประกาศว่า สมณะหรือ พราหมณ์ทั้งหลายผู้มี
จักษุเพียงดังทิพย์ ทำอนุสนธินี้เป็นอารมณ์ได้ปัจจัยนี้ ถือทัสสนะนี้. บรรดา
บทเหล่านั้น บทว่า อาตปฺปํ เป็นต้นเป็นชื่อของความเพียร ๕ ประการนั้น
เทียว. บทว่า เจโต สมาธึ ได้แก่ ทิพยจักษุสมาธิ. บทว่า ปสฺสติ ความ
ว่า ย่อมเล็งเห็นว่า สัตว์นั้น เกิดแล้ว แม้ในที่ไหน. บทว่า เย อยฺถา
ความว่า ย่อมกล่าวว่า ชนเหล่าใดย่อมรู้ว่า บุคคลนั้น เข้าถึงนรก เพราะ