นั่นแหละ เมื่อทรงล้างพระหัตถ์แล้ว มาณพก็ชักถาดออกมานับเมล็ดข้าว [ได้
เท่าใด] วันรุ่งขึ้น ก็ลดข้าวสารเสียเท่านั้น.
บทว่า นาฬิโกทนปรมตาย สณฺาสิ ความว่า ได้ยินว่า มาณพ
นั้น ไปสำนักพระตถาคตทุกวันเป็นผู้คุ้นกับพระทศพล. ต่อมาวันหนึ่ง พระผู้
มีพระภาคเจ้าตรัสถามมาณพนั้นว่า พระราชาเสวยเท่าไร. มาณพนั้นทูลตอบว่า
ข้าวสุกทะนานหนึ่ง พระเจ้าข้า ตรัสว่าด้วยปริมาณเพียงเท่านี้ ส่วนของบุรุษนี้
นับว่าเหมาะ ตั้งแต่นี้ไป เจ้าอย่ากล่าวคาถาเลย. ดั่งนั้น พระราชาจึงดำรงอยู่
ในปริมาณนั้นนั่นแล ในคำว่า ทิฏฺธมฺมิเกน เจว อตฺเถน สมฺปรายิเกน จ
นี้ความที่พระราชามีพระสรีระ สละสลวย ชื่อว่าเป็นประโยชน์ปัจจุบัน. ศีลชื่อว่า
ประโยชน์ภายหน้า. ด้วยว่า ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ย่อมชื่อว่าเป็น
องค์ [ส่วน] ของศีลแล.
จบอรรถกถาโทณปากสูตรที่ ๓