พวกเด็กหญิงเป็นอันมาก ออกจากบ้านหรือนิคมนั้นแล้วเข้าไปถึงที่สระโบก
ขรณีนั้นตั้งอยู่ ครั้นแล้วจึงจับปูนั้นขึ้นจากน้ำให้อยู่บนบก พระเจ้าข้า ก็ปูนั้น
ยังก้ามทุก ๆ ก้ามให้ยื่นออก พวกเด็กชายหรือเด็กหญิงเหล่านั้น พึงริดพึงหัก
พึงทำลายก้ามนั้นเสียทุก ๆ ก้ามด้วยไม้หรือก้อนหิน พระเจ้าข้า ก็เมื่อเป็นอย่าง
นั้น ปูนั้นมีก้ามถูกริด ถูกหัก ถูกทำลายเสียหมดแล้ว ย่อมไม่อาจก้าวลงไป
สู่สระโบกขรณีนั้นอีกเหมือนแต่ก่อน ฉันใด อารมณ์แม้ทุกชนิดอันเป็นวิสัย
ของมาร อันให้สัตว์เสพผิด ทำให้สัตว์ดิ้นรน อารมณ์นั้นทั้งหมด อันพระผู้
มีพระภาคเจ้าตัดรอนหักรานย่ำยีเสียหมดแล้ว บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้คอยหาโอกาส
ย่อมไม่อาจเข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้อีก ฉันนั้น.
[๕๐๔] ครั้นแล้ว มารผู้มีบาปได้กล่าวคาถาอันเป็นที่ตั้งแห่งความ
เบื่อหน่ายเหล่านั้น ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ฝูงกาเห็นก้อนหินมีสีดุจมันข้น จึง
บินเข่าไปใกล้ด้วยเข้าใจว่าเราทั้งหลาย พึง
ประสบอาหารในที่นี้เป็นแน่ ความยินดีพึง
มีโดยแท้.
เมื่อพยายามอยู่ไม่ได้อาหารสม
ประสงค์ในที่นั้น จึงบินหลีกไป.
ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ก็เหมือน
กามาพบศิลา ฉะนั้น ขอหลีกไป.
ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปครั้น กล่าวคาถาอันเป็นที่ตั้งแห่งความเบื่อหน่าย
เหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงหลีกจากที่นั้น ไปนั่งขัดสมาธิที่
พื้นดินไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้นิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า
ซบเซา หมดปฏิภาณ เอาไม่ขีดแผ่นดินอยู่.