Tipitaka

พระไตรปิฎก

ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ 26 หน้าที่ 82

เล่ม มมร. 26 หน้า 82 ข้อ 52
ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตแน่วแน่ ไม่นานนัก ก็ทำให้ แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจาก เรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็ท่านกัสสปได้ เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย. จบอเจลกัสสปสูตรที่ ๗ อรรถกถาอเจลกัสสปสูตรที่ ๗ ในอเจลกัสสปสูตรที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้. บทว่า อเจโล กสฺสโป ได้เเก่นักบวชอเจละ คือไม่มีผ้า โดยเพศ ชื่อกัสสปะโดยชื่อ. บทว่า ทูรโตว ความว่า ได้เห็นพระผู้มี พระภาคเจ้า มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ห้อมล้อมเสด็จมาแต่ไกลทีเดียว. บทว่า กิญฺจิเทว เทสํ ได้แก่เหตุการณ์บางอย่าง. บทว่า โอกาสํ ได้แก่ขณะ คือกาลแห่งการพยากรณ์ปัญหา. บทว่า อนฺตรฆรํ ได้แก่ภายในบ้าน ชื่อว่า ละแวกบ้าน. ในคำว่า น ปลฺลตฺถิกาย อนฺตรฆเร นิสี- ทิสฺสามิ (จักไม่นั่งคู้เข่าในละแวกบ้าน). ชื่อว่า ภายในบ้านตั้งแต่เสา เขตเป็นต้นไป ในคำว่า โอกฺขิตฺตจกฺขุ อนฺตรฆเร คมิสฺสามิ (เรา จักทอดจักษุไปในละแวกบ้าน). ภายในบ้านนี้แล ท่านประสงค์เอาใน ที่นี้. บทว่า ยทากงฺขสิ ได้แก่มุ่งหวังสิ่งใด. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร. พระผู้มีพระภาคเจ้าประสงค์จะตรัสจึง ทรงห้ามเสียถึงครั้งที่ ๓. ตอบว่า เพื่อให้เกิดความเคารพ. เพราะผู้ถือ
สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka