อิติ วทํ เป็นอาทิ พึงประกอบเข้าตามนัยที่กล่าวมา.
ในข้อนี้ มีโยชนา (การประกอบความ) ดังต่อไปนี้ :- ก็เมื่อ
กล่าวอย่างนี้ ย่อมแสดงถึงความขาดสูญ คือถือเอาความขาดสูญแต่แรก.
เพราะเหตุไร. เพื่อข้อนั้นเป็นความเห็นของท่าน. บทว่า เอตํ ปเร
ความว่า เข้าถึงความขาดสูญนั้น.
บทว่า เอเต เต ได้แก่กัสสป เราตถาคตไม่อาศัยที่สุดโต่ง ๒
อย่างเหล่าใด คือสัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ แสดงธรรม เราตถาคต
ไม่อาศัย คือละ ได้แก่ไม่ติดที่สุดโต่ง ๒ อย่างนั้น แสดงธรรมโดยสาย
กลาง อธิบายว่า ตั้งอยู่ในมัชฌิมาปฏิปทา แสดงธรรม. หากจะมีคำ
ถามว่า ธรรมข้อไหน. ก็ตอบว่า เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร.
ก็ในข้อนี้แสดงผลว่า มาจากเหตุ และแสดงความดับของผลนั้นไว้ เพราะ
เหตุดับ หาแสดงผู้กระทำหรือผู้เสวยไร ๆ ไว้ไม่. ด้วยคำเพียงเท่านี้ ก็
เป็นอันปฏิเสธปัญหาที่เหลือ. ก็ท่านห้ามปัญหาข้อที่ ๓ ด้วยคำว่า อุโภ
อนฺเต อนุปคมฺม นี้. ด้วยคำว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา นี้ พึงทราบว่า
ทรงปฏิเสธการเกิดขึ้นลอย ๆ และความไม่รู้.
ท่านปรารถนาภิกษุภาวะในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วจึง
กล่าวคำว่า ลเภยฺยํ นี้ ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาติตถิย-
ปริวาสที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ในขันธกะ คือปริวาสที่ผู้เคยเป็นอัญญ-
เดียรถีย์ตั้งอยู่ในสามเณรภูมิแล้วอยู่สมาทาน โดยนัยมีอาทิว่า ข้าแต่พระ-
องค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ผู้มีชื่อว่า เคยเป็นอัญญเดียรถีย์ หวังได้อุปสมบท
ในพระศาสนานี้ ข้าพระองค์นั้นจะขอปริวาสกับพระสงฆ์ตลอด ๔ เดือน
ดังนี้ จึงตรัสว่า โย โข กสฺสป อญฺญติตฺถิยปุพฺโพ. คำว่า ปพฺพชฺชํ
ในบทว่า ปพฺพชฺช ลเภยยํ นั้น พระองค์ตรัสไว้ด้วยอำนาจความเป็น